วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เผยภาพ “มาริลีน มอนโร” พี้กัญชา



เผยภาพ “มาริลีน มอนโร” พี้กัญชา







ภาพหนังที่ถ่ายทำกันเองแบบโฮมวีดีโอเก่าแก่อายุ 50 ปี ที่ถูกเผยแพร่ เผยให้เห็นถึง ช่วงเวลาอันมีความสุขของดาราสาวชื่อดังโลก “มาริลิน มอนโร” กลายเป็นเรื่องฮือฮาไปทั่ว เมื่อมันเป็นภาพขณะที่เธอกำลังพี้กัญชา อย่างสบายอารมณ์ ซึ่งถูกเผยแพร่โดยนักสะสมท่านหนึ่ง





ภาพหนังดังกล่าวถ่ายทำด้วยฟิล์มสี และเป็นหนังเงียบ โดยตามรายงานระบุว่าการบันทึกภาพครั้งนั้น ทำในบ้านพักแห่งหนึ่งในนิวเจอร์ซี่ โดยเพื่อนสนิทคนหนึ่งของ มอนโร ที่ไม่ได้มีการเปิดเผยตัวออกมาซึ่งเป็นผู้เก็บรักษาฟิล์มชุดนี้เอาไว้ และได้ขายหนังประวัติศาสตร์ชุดนี้ให้กับนักสะสมนาม เคย่า มอร์แกน ด้วยราคา 275,000 เหรียญสหรัฐฯ

เกรทเช่น หญิงชราผู้อ้างตัวเป็นเพื่อนสนิทของดาราชื่อดัง และเป็นผู้เก็บรักษาฟิล์มที่ว่านี้เอาไว้ ที่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่สะดวกที่จะเปิดเผยตัวออกมาต่อหน้าสาธารณชน ยืนยันว่าสิ่งที่ มอนโร สูบในภาพคือบุหรี่ไส้กัญชาซึ่ง เกรทเช่น อ้าวว่าเป็นของตัวเธอเอง “มันไม่ใช่งานปาร์ตี้ แค่เพื่อนๆ มาพบพบปะใช้เวลาร่วมกันเท่านั้น” พยานคนเดียวในเหตุการณ์เล่าถึง เรื่องราวเมื่อ 50 ปีก่อน ที่กลุ่มเพื่อนหญิงรวมทั้งดาราชื่อดัง รวมกลุ่มกันในวันธรรมดาๆ วันหนึ่ง

เคย่า มอร์แกน นักสะสมภาพถ่ายเก่าแก่ และเอกสารโบราณ กล่าวว่าเขาได้รับรู้ถึงเรื่องหนังชุดนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว และตัดสินใจออกตามหา จนกระทั่งเจอผู้ที่ครอบครองหนังแห่งประวัติศาสตร์เอาไว้ ซึ่งเขาได้ตัดสินใจซื้อมาด้วยราคาสูง โดยเก็บเอาไว้นานถึง 3 ปี ก่อนนำออกมาเผยแพร่ เพื่อนำลิขสิทธิ์ออกจำหน่ายในครั้งนี้

โดยมอร์แกนเจ้าของฟิล์มคนปัจจุบัน ได้อนุญาตให้รอยเตอร์นำบางส่วนของมันออกมาเผยแพร่ ก่อนจะมีการนำลิขสิทธิ์ฟิล์มทั้งหมด ออกขายทาง eBay ในปลายสัปดาห์นี้

“ตอนนั้นน่าจะอยู่ในช่วงปลาย 50 เป็นยุคที่เธอกลายเป็นดาราดังแล้ว ซึ่งแต่นี่เป็นอีกด้านของเธอ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ผู้คนไม่เคยเห็นเธอผ่อนคลายอย่างนี้มาก่อนเลย” มอร์แกน เล่า ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าว หนังชุดนี้ถ่ายทำระหว่างที่ดาราสาวชื่อดังมาอายุประมาณ 33 เป็นช่วงที่เธอมีชื่อเสียงอยู่ในจุดสูงสุด โดยเฉพาะในปี 1959 ที่หนังคลาสสิคของเธอเรื่อง Some Like It Hot ออกเข้าฉาย และก่อนหน้าการเสียชีวิตจากการใช้ยาเสพติดเกินขนาดในปี 1962 ไม่นานนัก

เช่นเดียวกัน ตลอดระยะเวลาของการมีชื่อเสียง ดาราสาวผู้เร่าร้อนยังต้องประสบกับปัญหาส่วนตัวมากมาย รวมถึงผ่านการหย่าร้างกับสามี 2 คน และถูกจับจ้องโดยสื่อมวลชนถึงเรื่องราวส่วนตัวอยู่ตลอดเวลา

ภาพดังกล่าวจะเผยให้เห็นถึงช่วงเวลาอันแสนผ่อนคลาย และมีความสุข ก่อนที่เธอจะจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าในอีกเพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น แต่เมื่อมันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ก็ช่วยไม่ได้ที่ทำให้เกิดการวิภาควิจารณ์ไปทั่ว ถึงทั้งตัวของดาราดังผู้ล่วงลับ และบุคคลที่นำภาพออกเผยแพร่

ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆ ที่สามารถยืนยันได้ว่า สิ่งที่เธอเสพนั้นเป็นกัญชาอย่างที่มีการกล่าวอ้างกันจริงหรือไม่ แต่หลายฝ่ายก็ให้น้ำหนักกับเรื่องนี้ไม่น้อย และเชื่อว่าน่าจะมีความเป็นไปได้ที่ มาริลิน มอนโร จะเสพยาเสพติดอย่างกัญชาจริง เพราะข้อมูลเรื่องการใช้ยาเสพติดของดาราหญิงคลาสสิคแห่งฮอลลีวูดผู้นี้ เป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้ว



ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์


ปริศนาการตาย มาริลีน มอนโร ผิดด้วยหรือที่ฉันเป็นผู้หญิงของเคนเนดี

ปริศนาการตาย มาริลีน มอนโร ผิดด้วยหรือที่ฉันเป็นผู้หญิงของเคนเนดี
ปริศนาการตาย มาริลีน มอนโร
ผิดด้วยหรือที่ฉันเป็นผู้หญิงของเคนเนดี



 		น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักดาราสาวเจ้าของฉายา"สัญลักษณ์ทางเพศ" นาม มาริลีน มอนโร ผู้คนต่างกล่าวถึงเสน่ห์ที่ดูดตรงข้าม เธอเป็นผู้หญิงที่ร้อนแรง 	ที่สุดในรอบศตวรรษ แต่ต่อมาจู่ๆ เธอก็ตายปริศนา ในบ้านของเธอเอง แพทย์ที่ชันสูตรเธอบอกว่าเธอตายเพราะเสพย์ยาเกินขนาด เป็นไปได้หรือ! ดาราสาวที่ร้อน 	แรงระดับโลกจะเครียดจัดจนกินยาเกินขนาด ท่ามกลางชื่อเสียงและเงินทอง หลังการตายของเธอ จู่ ๆ ก็มีข่าวลือต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเธอเพียบ ไม่ว่าเธอจะเป็น 	เลสเบี้ยน นางขายตัว นางโรคประสาท หรือแม้กระทั้ง.........เป็นผู้หญิงของเคนเนดี ประธานธิบดีชื่อก้องของอเมริกา!? เรื่องราวแท้ที่จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่!?  		จอห์น เคนเนดีก็เหมือนชายหนุ่มทั่วๆ ไปที่ได้สัมผัสความงามของเธออย่างใกล้ชิดและอดลุ่มหลงตัวเธอไม่ได้ ต่อมาจากความสัมพันธ์จากคนรู้จักก็ก้าว 	กระโดดเป็นเพื่อนสนิทกันในทันใด แต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถือว่าเป็นความลับสุดยอด เพราะท่านประธานาบดีนั้นมีภรรยาแล้ว ถ้ามีข่าวออกไปชีวิตพังพินาศแน่  	แต่สำหรับมาริลีน มอนโร นั้นไม่เป็นเช่นนั้นเธอหวังมากและมากกว่าจะเป็นภรรยาลับของเคนนาดีเสียอีก   แต่ความหวังอันสูงสุดของมอนโรนั้นไม่ง่ายเหมือน 	กลีบดอกกุหลาบ อย่างหนังที่เธอแสดง บนถนนสายการเมืองนั้นมีอำนาจลึกลับยิ่งใหญ่อยู่มันยุ่งเสียยิ่งกว่าวงการมายาของเธอมากกว่าร้อยเท่าพันเท่า    
เชื่อเลยทั้ง CIAและFBI คงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ข่าวว่าตอนนี้เธออยู่ไหน ไปหาใคร กินอาหารที่ไหนบ้าง ฯลฯ คงต้องมีการปฏิบัติแอบสะกดรอยตาม แอบมอง แอบฟังโทรศัพท์ ลักลอบบันทึกเทป ทุกสถานที่ที่เธอกำลังจะไป ฯลฯ เนื่องจากไม่แน่ใจว่า "เด็กของท่าน"นางนี้ อาจเป็นภัยที่เสี่ยงต่อหายนะของ ประเทศชาติ เพราะท่านประธานาธิบดีของเขาจะเผลอพูดความลับทางการเมืองอะไรไปหรือเปล่า ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงภัยจากคอมมิวนิสต์เสียด้วยสิ เรื่องนี้มีหลักฐานคือ บ้านพักของเธอหลังเธอเสียชีวิตนั้น ภายหลังถูกครอบครองโดย เวโรนิกา ฮาเมล นักแสดงสาว เธอให้ช่างซ่อมไปซ่อมหลังคา และ ช่างก็ได้ไปเจอขยะกองโตที่เป็นชิ้นส่วนต่างๆมากมายที่หลงเหลือจากการใช้โทรศัพท์ถูกทิ้งใต้หลังคาหลังนั้น ทิ้งทำไมเป็นจำนวนมาก? แน่นอนสิ่งที่พวกเขากังวลเริ่มเป็นความจริง มาริลีน มอนโร นั้นรู้ทุกอะไรหลายอย่างที่หลุดปากจากท่านประธานาธิบดี อย่าง ไม่ตั้งใจ เธอได้จดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นไว้ลงในสมุดบันทึกสีแดงเล่มหนึ่งเพราะเธอมีนิสัยช่างจดมานานตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว อีกทั้งเธอมักเป็นโรคหลงๆ ลืมๆ ง่าย อีกด้วย ภายหลังมีผู้เรียกสมุดเล่มนี้ของเธอว่า "บันทึกสีแดง" มันไม่ใช้สมุดบันทึกชีวิตประจำวันของเธอเท่านั้น มันยังเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์การ เมืองของอเมริกาอีกด้วย แต่ภายหลังที่เธอตายมันหายสาปสูญไป และไม่มีใครพบเห็นสมุดเล่มนั้นอีกเลยและไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในเป็นอย่างไรกันแน่ ว่ากันว่ามาริลีน มอนโรเคยพูดถึงสมุดเล่มนี้ให้กับโรเบิร์ต สแลนเซอร์ผู้กำกับฮอลลีวูดให้ฟังว่าเธอรู้แผนการของ CIA คิดร่วมมือกับกลุ่มมาเฟียในแผนลอบ สังหาร คาสโตร ในคิวบา! เธอหารู้ไม่ว่าคำพูดจากปากเธอจะสร้างหายนะกับชีวิตของเธอในเวลาต่อมา! แถมยังมีคำพูดที่หลุดจากปากของน้องชายเคนนาดีอีกเรื่องการ ถอนกำลังออกจากปฏิบัติการ "อ่าวหมู" ที่เป็นเหตุการณ์เสียหน้าที่สุดของสหรัฐอเมริกา และมีอีก CIA ยังสืบรู้อีกว่า มาริลีน มอนโร ยังมีสายสัมพันธ์ลับกับกลุ่มมาเฟีย เพื่อวางแผนแบล็กเมล์อีก! เอาล่ะสิ เมื่อรู้ขนาดนี้แล้วมีหรือพวกเขาจะอยู่เฉย
วันที่ 5 สิงหาคม ปีค.ศ.1962 สาวใช้ พบร่างที่ไร้วิญญาณของมาริลีน มอนโร วัย 36 ปี นอนตายอยู่บนเตียงในห้องนอน ที่ภายหลังจากการชันสูตรและแถลง การต่อสาธารณะชนว่า มาริลีน มอนโร เสียชีวิตเพราะเธอทานยานอนหลับเกินขนาด คาดว่าเธอเสียชีวิตวันที่ 4 สิงหาคม และเมื่อตำรวจมาถึง และเข้าไปที่ตรวจเหตุนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดูเหมือนว่าเธอฆ่าตัวตายจริงๆ มีขวดยาเทเรี่ยราดอยู่บนโต๊ะ กระจกและแก้วแตกกระจาย มี การทำลายข้าวของในบ้านด้วย จากการชันสูตรก็ไม่มีอะไรผิดปกติ พบเพียงแต่กากของยาระงับประสาทกับน้ำ และเศษอาหารนิดหน่อยในกระเพาะอาหารของเธอ เท่านั้น แพทย์ลงความเห็นว่าเธอกินยาเข้าไปเกินขนาด จนเธอช็อกขาดสติ ส่วนยาที่ใช้เกินขนาดคาดว่าเป็นยา "เอนนีมา"ถูกฉีดลงที่ก้นของเธอ "แอนนีมา" เป็นยาลดความอ้วนชนิดหนึ่ง ที่คนในวงการบังเทิงมักชอบใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่แพทย์ชันสูตรยังสงสัยว่ายาชนิดนี้ทำให้เธอตายจริงหรือ เพราะก่อนหน้านั้นเธอก็ใช้ยาชนิดด้วย
คดีนี้จบอยากเงียบในเวลาต่อมา เพราะไม่มีใครติดใจสงสัยอะไร จนกระทั้ง......43 ปี หลังการตายของมาริลีน มอนโร จู่ๆ นาย จอห์น ดับเบิ้ลยู ไมเนอร์ ผู้รับหน้าที่สืบสวนกรณีการเสียชีวิตของดาราสาวคนดังเมื่อ 43 ปีที่แล้ว ออกมาให้รายละเอียดเรื่องที่เขายังคงปฏิเสธเรื่อยมา เกี่ยวกับข้อสันนิษฐานที่ว่ามอนโรฆ่าตัวตาย หลักฐานที่มาอ้างถึงเป็นเทปลับที่ถูกบันทึกเป็นขั้นตอนในการบําบัดจาก ด็อกเตอร์ ราฟ กรีนสัน จิตแพทย์ประจําตัวของมอนโร ซึ่งภาพจากเทปก่อนวันเสีย ชีวิตเพียงไม่กี่วัน แสดงให้อย่างชัดเจนว่ามอนโรไม่ได้มีอาการเครียดหรือกลัดกลุ้มจนเป็นสาเหตุของการปลิดชีพตัวเอง เนื้อหาในเทปเธอได้เริ่มจากการของคุณหมอ กรีนสัน ที่ทำให้เธอได้กลับมาควบคุมชีวิตเธอเองได้อีกครั้ง และกล่าวถึงชู้รัก เพื่อน อดีตสามี และคู่ขา ซึ่งที่น่าสนใจคือ เธอไม่ได้พูดเลยว่ามีสัมพันธ์สวาทกับเคนนาดี แต่รับว่ามีกับน้องชายเขา โดยคร่ำครวญว่าเธอไม่กล้าพอที่จะเลิกกับเขา เธอกล่าวถึงประธานาธิบดีเคนเนดีว่า "ท่าน คือพลทหาร ผู้บังคับบัญชาของเธอคือผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และมีอำนาจมากที่สุดในโลก หน้าที่อันดับหนึ่งของทหาร คือเชื่อฟังคำสั่ง เมื่อเขาบอกว่าทำอย่างนี้ ก็ต้องทำอย่างนี้ นี่คือคนที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศของเรา" ส่วนโรเบิร์ต น้องชาย "ไม่มีที่ว่างในชีวิตฉันสำหรับเขา แต่ฉันไม่กล้าเผชิญความจริงและทำให้เขาเจ็บปวด ฉันอยากให้ใครสักคนช่วยบอกเขาว่ามันจบแล้ว ฉันพยายามจะบอกประธานาธิบดีให้บอกแทน แต่ฉันเข้าไม่ถึง" มาริลีน มอนโร ยังกล่าวถึงอนาคตด้านงานแสดงเอาไว้ว่ากําลังเตรียมตัวฝึกหนักเพื่อการแสดงเกี่ยวกับบทประพันธ์เรื่องเยี่ยมของเชคสเปียร์สอีกว่า "ฉันได้อ่านเรื่องของเชคสเปียร์สทั้งหมดและก็ลองฝึกตัวเองหลายๆบทพูดนะ ฉันอยากเริ่มจากการเล่นเป็นจูเลียตก่อน...อย่าหัวเราะเยาะฉันเลยน่ะ ฉันจะแต่งหน้า เลือกชุดที่เหมาะ และลองเล่นผ่านกล้องเพื่อใช้ฝีมือทั้งหมดเนรมิตจูเลียตที่มีอายุเพียง14ปีและบริสุทธิ์ผุดผ่องขึ้นมาให้ได้" "ลองคิดดูซิว่าคนที่กําลังวางแผนในอนาคตแบบนี้และพูดออกมาในเทปไม่น่าจะมีแนวโน้มฆ่าตัวตายได้เลย"ไมเนอร์ย้ำอีก แม้เทปลับนี้จะเปิดออกแต่นี้ ไม่ใช้เป็นครั้งแรกเพราะ อัยการเคยพยายามจะรื้อฟื้นคดีเมื่อปี 1982 มาแล้ว แต่ก็สรุปว่าไม่สามารถหาพยานหลักฐานพอที่จะฟื้นคดีได้ คดีนี้ดำมืดอีกครั้ง ข่าวลือในวันสังหาร มาริลีนมอนโรอาจถูกมาเฟียเป็นคนฆ่า และมือสังหารอาจเป็นจอห์นนี โรเซลลี มือสังหารของมาเฟีย ! ว่ากันว่าก่อนเที่ยงคืนวันที่ 4 นั้นจอห์นีพร้อม ผู้ช่วยอีกคนได้มาเข้าห้องนอนที่ มาริลีน มอนโร นอนอยู่ เขาจัดการล็อกตัวเธอและปิดจมูกด้วยโครโรฟฟอร์มจนเธอแน่นิ่งไป หลังจากนั้นก็พลิกร่างของเธอและ ถลกชุดนอนเธอขึ้นและฉีดยา "แอมนีมา"เข้าไปที่ก้นเธอและจัดวางเธอบนที่นอนในท่าเธอกำลังนอนหลับนั้นแหละ แต่ยังมีข่าวลือเหตุการณ์หลังจากนี้อีก! ช่วงค่ำวันที่ 4 นั้นโรเบิร์ต เคนนาดี กลับมาที่นั้นอีกครั้ง เนื่องจากมาริลีน มอนโรโทรไปหาเขาและขู่ว่าจะกินยา ตาย แต่เมื่อบ็อบบี้ไปถึงกลับพบร่างเธอแนบนิ่งอยู่บนเตียงก่อน เขาตกใจมาก และเชื่อกันว่าคนที่โทรไปเรียกรถพยาบาลก่อนสาวใช้ที่จะโทรนั้นคือตัวบ็อบบี้เอง นั้นแหละ และมีคนเห็นด้วยน่ะว่ามีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งดึงตัวบ็อบบี้ออกจากเหตุการณ์นั้นด้วย และสายตรวจนายหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นพบรถ คนหนึ่งจอดอย่างน่าสงสัย พอไปตรวจก็พบว่าเป็น ปีเตอร์ ลอว์เฟอร์ ดาราดัง และด้านหลังก็มีคนหนึ่งนั้นด้วยเขาคือ โรเบิร์ต เคนเนดี !
หลุมศพของ มาริลิน มอนโร
"บางครั้งปริศนาก็ควรเป็นปริศนาต่อไป เพราะหากมีผู้ขุดคุ้ยเรื่องราวมากกว่านี้ก็จะกระทบหลายฝ่ายเท่านั้น เรื่องนี้ควรจบลงด้วยการจากไปอย่างเดียวดายของตัวละครน่าเศร้าที่ตกเป็น "เหยื่ออธรรม คนเดียวดีกว่าน่ะ" อนิจจา มาริลีน ผู้น่าสงสาร

คุณรู้ไหมเว็บไซต์แรกของโลกคือเว็บอะไร




คุณรู้ไหมเว็บไซต์แรกของโลกคือเว็บอะไร ถ้าไม่รู้จริงๆ ลองเปิดไปนี่สิ

http://info.cern.ch/


ประโยคแรกบนจอที่คุณเห็นคือ Welcome to info.cern.ch The website of the World's First-Ever Web Server นี่คือเว็บไซต์แรกของโลก


http://info.cern.ch/ เปิดตัวครั้งแรกบนโลกไซเบอร์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2534 เว็บไซต์นี้ สร้างโดย Sir Timothy John Berners-Lee, OM, KBE, FRS, FREng, FRSA ซึ่งคนทั้งโลก จะรู้จักในนามของเขาว่า Tim Berners-Lee ผู้คิดและพัฒนาระบบ WorldWideWeb หรือ www เป็นคนแรกของโลก







Tim Berners-Lee เกิดในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุตรของนาย Convey Berners-Lee และนาง Mary Lee Wood 2 นักคณิตศาสตร์ ผู้อยู่ในทีมสร้างคอมพิวเตอร์ "Manchester Mark 1" ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ยุคแรกของโลก ซึ่งในช่วงเดือนมิถุนายน-ธันวาคม 2523 Tim Berners-Lee ทำงานเป็น Freelance อยู่ที่ Cern และเขาเสนอโครงการ "ข้อความหลายมิติ" (Hypertext) ขึ้นเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างนักวิจัยด้วยกัน โดยมีการเริ่มสร้างระบบต้นแบบไว้แล้ว ในชื่อ ENQUIRE









ทั้ง นี้ ในปี 2532 Cern ถือเป็นศูนย์อินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และ Berners-Lee ได้เล็งเห็นโอกาสในการใช้ "ข้อความหลายมิติ" ผนวกเข้ากับอินเทอร์เน็ต เขาเขียนไว้ในข้อเสนอโครงการของเขาเมื่อเดือนมีนาคม 2532 ว่า "...ผมเพียงเอาความคิดเรื่องข้อความหลายมิตินี้เชื่อม ต่อเข้ากับความคิด "TCP" และ "DNS" และเท่านั้นก็จะได้ "World Wide Web”

ในปี 2533 Robert Cailliau ก็เข้ามาช่วยปรับร่างโครงการให้ ซึ่ง Berners-Lee ได้ใช้ความคิดเดียวกับระบบเอ็นไควร์มาใช้สร้าง World Wide Web โดยได้ออกแบบและสร้างเว็บเบราว์เซอร์และเอดิเตอร์ตัว แรก เรียกว่า WorldWideWeb และพัฒนาด้วย NEXTSTEP เรียกว่า httpd ซึ่งย่อมาจาก HyperText Transfer Protocal Deamon

คอมคู่ ชีพเครื่องแรกของ Tim Berners-Lee ประวัติศาสตร์อินเตอร์เน็ต บันทึกไว้ว่า เว็บไซต์แรกสุดที่ Cern นำขึ้นออนไลน์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2534 โดยให้คำอธิบายว่า www คืออะไร การที่จะเป็นเจ้าของบราวเซอร์ทำได้อย่างไร และจะติดตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างไร









จาก นั้น Berners-Lee ก็ให้ความคิดแก่ทุกคนและทุกองค์กรโดยไม่คิดมูลค่า เขาไม่เคยจดทะเบียนลิขสิทธิ์การค้นคิดของเขาเลย รวมทั้งไม่เรียกค่าตอบแทนหรือรางวัลอื่นใดจากใคร นอกจากเงินเดือนปกติ ดังนั้น กลุ่มบริษัทWorld Wide Web จึงตัดสินใจไม่คิดมูลค่าใด ๆ จากการนำมาตรฐานของกลุ่มบริษัทไปใช้ เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกรายยอมรับมาตรฐานเดียวกันได้ บนพื้นฐานทางเทคโนโลยี ไม่ใช่พื้นฐานค่าสิขสิทธิ์ถูกหรือแพง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ที่ในปี 2548 Tim Berners-Lee ได้รับยกย่องจากนิตยสาร Time ให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลของศตวรรษที่ 20 นอกจากนั้น ในวันที่ 13 มิถุนายน 2550 เขาได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฝ่ายหน้า จากสมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่ 2 เป็นการส่วนพระองค์ (Tim จึงมีคำว่า"เซอร์" นำหน้าชื่อ) ซึ่งนับถึงวันนี้ คนที่ได้รับเครื่องราชนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ มีเพียง 24 คนเท่านั้น




by ::..:: ก บ เ รื อ ง แ ส ง ::..::

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ผู้ดีเปิดโรงแรม “แมวเหมียว” สุดหรูแบบฟูลออพชั่น ค่าห้องเริ่มต้นวันละเกือบ 800 บ.

ผู้ดีเปิดโรงแรม “แมวเหมียว” สุดหรูแบบฟูลออพชั่น ค่าห้องเริ่มต้นวันละเกือบ 800 บ.


ใน รอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีโรงแรมหรู 5 ดาวสำหรับน้องหมาเปิดให้บริการอย่างเป็นกิจลักษณะหลายแห่งด้วยกัน ล่าสุด เมืองผู้ดีเขาก็มีโรงแรมสุดหรูเปิดใหม่ที่ให้บริการเฉพาะ “สัตว์เลี้ยง” กับเขาด้วยเหมือนกัน แต่เป็นโรงแรมหรู 5 ดาวที่เปิดขึ้นเพื่อเอาใจบรรดา (คนรัก) น้องเหมียวโดยเฉพาะ


โรงแรมแบบเหมียวๆ ดังกล่าวมีชื่อว่า “ลองครอฟท์ ลักชัวรี่ แคท โฮเต็ล” ตั้งอยู่ในเวลลิน การ์เดนท์ ซิตี้ (Welwyn Garden City) ที่มณฑลฮาร์ทฟอร์ดเชอร์ ประเทศอังกฤษ ภายในโรงแรมประกอบด้วยห้องพักหรูแบบชาเลต์ขนาดใหญ่ ที่ภายในติดตั้งเครื่องทำความร้อน จำนวน 6 ห้อง 6 แบบ ได้แก่ ห้องพักแบบ บอนไซ สวีท, เดซี่ สวีท, สะวันนา สวีท, ป๊อปปี้ สวีท, ออทั่ม สวีท และ บลูเบล สวีท โดยทุกห้องจะมีส่วนของห้องนอนและห้องออกกำลังกาย เพื่อให้น้องเหมียวได้ใช้เวลาพักผ่อนอย่างหรูหราและสะดวกสบาย ในช่วงเวลาที่เจ้าของต้องเดินทางไปทำธุระหรือพักผ่อน



ทุกห้องพักยังได้รับการตกแต่งด้วยภาพสวน สวย พร้อมชุดเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์มูลค่ากว่า 2 แสนบาท เพื่อให้น้องแมวเหมียวได้สนุกสนาน เพลิดเพลิน กับการฟังเพลงคลาสสิกและเพลงแจ๊ซ อีกทั้งยังมีอ่างน้ำพุเล็กๆ ที่ทำจากกระเบื้องพอร์ซเลน เพื่อให้น้องแมวได้ทานน้ำดื่มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยออกซิเจนตลอดเวลา


โรงแรมสุดหรู สำหรับ   น้องเหมียว

โรงแรม แมวเหมียว



นอกจากห้องพักแสนสบายแล้ว โรงแรมแห่งนี้ยังมีอาหารหรูชุดเมนู “อา ลา แคท” (A La Cat) ที่เสิร์ฟบนจานกระเบื้องจากเมืองจีนและถาดเงิน อาหารทุกจานปรุงจากเครื่องปรุงและส่วนผสมคุณภาพเยี่ยมที่หาได้ในท้องถิ่น เพื่อคงความสดใหม่ ภายใต้คำแนะนำของนักโภชนาการด้านอาหารแมว ซึ่งเมนูเด็ดที่ว่าันั้นยังรวมถึง ปลาแซลมอนและกุ้งตุ๋น อีกด้วย

เจ้าของโรงแรมแห่งนี้ คือ สองสามีภรรยาที่มีชื่อว่า อาบี้และแมตต์ เพอร์เซอร์ ถึงแม้จะได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของโรงแรมแมวสุดหรูและมีสไตล์สุดๆ แต่ทั้งคู่ก็ยังมีแผนติดตั้งเครื่องพ่นฟองอากาศที่ให้รสและกลิ่นของสมุนไพร “แคทนิป” (catnip)* เพิ่มเติม เพื่อให้น้องแมวได้สนุกสนาน เพลิดเพลินกันอย่างเต็มที่ ในระหว่างที่พักอยู่ในโรงแรมแห่งนี้อีกด้วย

* “แคทนิป” เป็นพันธุ์ไม้ในตระกูลเดียวกับมิ้นต์ ซึ่งมีน้ำมันที่มีชื่อว่า Hepetalactone อันเป็นสารประกอบ Lactone ชนิดไม่อิ่มตัวซึ่งมีฤทธิ์กับแมวแบบเดียวกับที่กัญชามีผลต่อมนุษย์ เมื่อแมวพบต้นไม้ชนิดนี้ตามสวนเข้าพวกมันจะเดินทางเข้าสู่ภาวะแห่งความสุข (Ectasy) เป็นเวลานาน 10 นาที ทั้งนี้เป็นเพียงการเทียบเคียงความรู้สึกของแมวเข้ากับความรู้สึกของมนุษย์ เท่านั้น

โรงแรมดังกล่าว คิดค่าบริการวันละ 15 ปอนด์ (เกือบ 800 บาท) สำหรับห้องสวีทขนาดใหญ่ และ 19 ปอนด์ (เกือบ 1,000 บาท) สำหรับห้องสวีทที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ส่วนอาหารพิเศษชุดเมนู “อา ลา แคท” (A La Cat) ที่เสิร์ฟเฉพาะมื้อค่ำ คิดค่าบริการวันละ 3.50 ปอนด์ (เกือบ 200 บาท) นอกจากนี้ ทางโรงแรมยังมีแพคเกจตัดและตกแต่งขน รวมทั้งทรีตเมนท์พิเศษ (ดูแลหูและตา) ไว้คอยบริการอีกด้วย

ที่มา

http://paow007.wordpress.com


แขกทยอยร่วมงานแต่งสุดหรู




พิธีวิวาห์ที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก สำหรับเชลซี คลินตันและแฟนหนุ่ม ซึ่งเป็นงานวิวาห์ที่จัดอย่างหรูหราและอลังการเป็นที่สุด

แขกที่มาร่วมพิธีวิวาห์ ทยอยขึ้นรถโดยสารที่หมู่บ้านไรน์เบก เมืองเล็กๆชานนครนิวยอร์ก เพื่อเดินทางไปยัง 'แอสเตอร์ คอร์ต' คฤหาสน์หรูริมฝั่งแม่น้ำฮัดสัน สถานที่จัดงานวิวาห์ระหว่าง เชลซี คลินตัน บุตรสาวอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน วัย 30 ปี และ มาร์ค เมซวินสกี วาณิชธนกรหนุ่ม วัย 32 ปี รายละเอียดของงานถูกเก็บเป็นความลับ โดยบรรดาร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรมที่อยู่บริเวณนั้น มีการสาบานว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของงาน ส่วนเมนูอาหารในงานจะเป็นอาหารมังสวิรัติ และเค้กก็จะไม่มีแป้งข้าวเจ้าเป็นส่วนผสม เนื่องจากเจ้าสาวมีอาการแพ้

งานนี้คาดว่าจะมีแขกมาร่วมงานราว 500 คน ซึ่งอาจรวมถึงคนดังอย่าง พิธีกรรายการชื่อดัง โอปราห์ วินฟรีย์ ผู้กำกับหนัง สตีเฟ่น สปีลเบิร์ก อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ นางแมดเดอร์ลีน อัลไบรท์ แต่งานนี้ไม่มีชื่อแขกอย่าง ประธานาธิบดีบารัก โอบามา

ด้านอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน และภรรยา ระบุในแถลงการณ์ว่า ตนและครอบครัวเฝ้ามองพิธีการแต่งงานที่สวยงามของทั้งคู่ด้วยความตื้นตัน ถือเป็นวันที่พิเศษสุดในการเริ่มต้นชีวิตคู่ และตนดีใจมากที่จะต้อนรับมาร์ค เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

Produce by VoiceTV





สื่อตีข่าว พิธีลั่นระฆังรักของ "เชลซี คลินตัน" ทุ่มงบจัดงานเพียงวันเดียวกว่า 161 ล้านบาท ที่ "คฤหาสแอสเตอร์" เรียบแม่น้ำฮัดฮัน และเปิดเผยรายการค่าใช้จ่ายมโหราฬอีกหลายรายการ...

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ถึงพิธีลั่นระฆังรักของ "เชลซี คลินตัน" วัย 30 ปี ลูกสาวอดีตประธานาธิบดี "บิล คลินตัน" และ "ฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ใช้เงินในการจัดงานเพียงวันเดียวมากถึง 3.2 ล้านปอนด์ (ราว 161.2 ล้านบาท)

นอก จากนี้ ยังมีภาพถ่ายของสถานที่จัดงานสุดหรูเผยแพร่ออกมาก่อนใกล้วันจัดงานด้วยเช่น กัน สำหรับงานมงคลสมรสของลูกสาวท่านอดีตผู้นำสหรัฐฯ กับวาณิชธนกิจหนุ่ม แห่งโกลด์แมนแซคส์ "มาร์ก แมซวินสกี" วัย 32 ปี มีกำหนดจัดขึ้นที่ "คฤหาสแอสเตอร์" อดีตมรดกตกทอดของมหาเศรษฐี "จอห์น จาคอป แอสเตอร์ ที่ 4" ตั้งอยู่ใน "ไรน์เบค" เมืองเล็กๆ ประชากรเพียง 4,000 คน นอกมหานครนิวยอร์ก ไปทางตอนเหนือราว 60 ไมล์ หรือทางเหนือของแมนฮัตตัน 100 ไมล์

บรรยากาศ ของสถานที่จัดงาน นับว่าสวยงามโรนแมนติก เหมาะกับพิธีหวานชื่นเป็นอย่างยิ่ง บนพื้นที่ 50 เอเคอร์ เรียบแม่น้ำฮัดสัน และมีเทือกเขาเรียงรายสลับซับซ้อนเป็นพื้นหลังอย่างตระการตา

สำหรับ มูลลค่าที่ถูกจ่ายในพิธีนี้ นับเป็นการจัดงานแห่งปีของสังคมอเมริกันเลยทีเดียว ซึ่งคาดว่าเจ้าภาพจะต้องใช้เงินมูลค่า 6,400 ปอนด์ต่อแขกร่วมงาน 1 ราย (322,622 บาท/คน) ซึ่งตามข่าวระบุไว้ว่า ครอบครัวคลินตัน จะเชิญแขกผู้มีเกียรติทั้งสิ้น 500 ราย

ส่วนชุดเจ้าสาวสุดอลังการของ เชลซี ถูกออกแบบโดย "ออสกา เดอ ลา รองตา" และ "วิรา แวง" ซึ่งเป็นดีไซเนอร์ด้านชุดแต่งงานชั้นนำของโลกทั้งคู่ มูลค่า 16,000 ปอนด์ (ราว 806,000 บาท) แต่ยังไม่มีรายงานว่าเชลซีจะสวมชุดของแบรนด์ไหน สำหรับเครื่องประดับของเจ้าสาวคาดว่ามีมูลค่ามหาศาลถึง 160,000 ปอนด์ (8,062,878 บาท)

ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นั้น สื่อระบุว่า เชลชีอาจเช่าห้องน้ำเคลื่อนที่สำหรับรองรับแขกจำนวนมากด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องจ่ายเป็นเงิน 10,000 ปอนด์ (ราว 500,000 บาท) ดอนนี บราวน์ นักจัดงานแต่งงานระดับมืออาชีพของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังเผยว่า พิธีวิวาห์ของเชลซีและมาร์ก จะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปีนี้ เจ้าภาพทุ่มงบประมาณมากกว่าพิธีคนดังอื่นๆ มาก ซึ่งอาจสูงราว 1.9-3.2 ล้านปอนด์ (95-322 ล้านบาท) ขณะที่ "ลิซา มินเนลลี" และ "เดวิด เกสต์" ใช้เพียง 1.6 ล้านปอนด์ (80.6 ล้านบาท) ส่วน "ทอม ครูซ" และ "เคที โฮล์มส์" ใช้ไป 1.2 ล้านปอนด์ (60.4 ล้านบาท )


http://www.thairath.co.th/content/oversea/99788










" ชีวิต ที่ฉันมี ที่ อยู่ ทั้งหมด ที่ฉันได้ และชีวิต ที่ ฉันมี อยู่ กับคุณ

ความรัก ที่ ฉันมี ชีวิต ที่ ฉันมี อยู่ กับคุณ และ คุณ และ คุณ

ฉัน จะต้องมี ส่วนที่เหลือ จวบจนชีวิตจะหาไม่ เพื่อ ให้ สันติภาพ ในใจ ของฉัน , ณ ทุ่งหญ้าสีเขียวที่ จะ เป็นของคุณ ..คุณ และ คุณ






รูปจาก..http://www.oknation.net/blog/buzz/2010/08/01/entry-2