วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิธี ทำไก่ทอด KFC กินเองที่บ้าน

วิธีทำไก่ทอด KFC กินเองที่บ้าน


เอาแบบ KFC ลองนำไปทำดู


ส่วนผสมก็ตามนี้เลย :

1. ไก่จะใช้น่องหรืือปีกก็ได้

2. แป้งสาลี 3 ช้อน

3. เกลือ 2/3 ช้อน

4. พริกไทย 1/2 ช้อน

5. ไข่ไก่ 3 ฟอง



วิธีทำ

ขั้นแรก นะคะ ให้นำไก่ใช้น่องหรืือปีกก็ได้ เอาขนอ่อนออกให้หมดล้างให้สะอาด

แล้วเช็ดให้แห้ง จากนั้น นำ เกลือ 1 ช้อน พูนๆ ผสมนำ้ 1/2 ลิตร

แล้วเอาไก่ไปแช่ไว้ให้ท่วมประมาณ 10-20 นาที จากนั้นนำมาซับให้แห้งแบบในภาพเลย


ระหว่างที่เราแช่ไก่กัน เราก็มาเตรียมแป้งไว้หมักไก่กัน

ก็ให้นำแป้งสาลี 3 ช้อน เกลือ 2/3 ช้อน และพริกไทย 1/2 ช้อน มาผสมกันทั้งหมด แล้วคลุกให้เข้ากัน

จากนั้นให้ตอกไข่ แล้วตีไข่ทั้ง 3 ฟอง ลงในชามอีกชามนึง ตามรูปเลย

หลัง จากที่เรา รอจนไก่แช่เสร็จ และ เตรียมส่วนผสมในการหมักเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ก็ให้เรานำไก่ที่ได้ มาชุบกับแป้ง 1 ครั้งก่อน

จาก นั้น ก็ให้เราเอาไก่ชิ้นนั้น มาชุบไข่ที่เราตีรอไว้ ตามนี้เลย


เริ่ม ออกแนวเหลืองๆ แล้ว น่ากินใช่มั้ย

จาก นั้นให้นำไก่มาชุบกับแป้งอีกครั้งให้ทั่ว

ที่ สำคัญนะคะ เวลาชุบไก่กับแป้งครั้งนี้แล้วต้องทอดเลย

ห้ามพักไว้ เพราะว่าจะทำให้แป้งชุ่มนำ้เวลาทอดแป้งจะแข็งและไม่กรอบ



จากนั้นก็ให้เรานำ ลงไปทอดในน้ำมัน ได้เลย

...

..

แล้ว เราก็รอ จนทอด เสร็จ เหลืองๆๆ น่ากิน

เสร็จแล้วค่ะ หน้าตาอาจจะสู้ไม่ได้ ต้องฝึกซ้อมเสียหน่อย

แต่ก็ อ่านะ รสชาติ พอสุ้ไหว 555+

น่าทาน มั้ยล่ะคะ ก็ ฝากไว้ให้ลองนำไปทำทานกันดู

Credited : http://www.bloggang.com/viewdiary.phpid=aedomedream&month=06-2008&date=21&group=4&gblog=1

ไม่ใช่คุณไสยแต่เป็น..ไฟโบรมัยอัลเจีย

ไม่ใช่คุณไสยแต่เป็น..ไฟโบรมัยอัลเจีย


เมื่อแพทย์ตรวจหาอาการและรักษาไม่ได้ ผู้ป่วยมักนึกไปเองว่าถูกคุณไสยหรือมนต์ดำ

หากความจริงแล้ว เป็นความผิดปกติที่เล่นซ่อนแอบกันหมอ






อัญชลี เจียรพฤฒ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทบัญชีและกฎหมายแห่งหนึ่งต้องทุกข์ทรมานกับ อาการปวดหัวมานาน เข้าใจว่าเป็นไมเกรน โรคฮิต แต่หาหมอไม่หาย แต่กลับกระจายไปทั่วเนื้อตัว

เธอทนมีชีวิตร่วมกับอาการปวดมา 8 ปี ถึงขนาดบางครั้งปวดจนนอนไม่ได้ต่อให้ง่วงหรือเพลียแค่ไหนก็ตาม จนถึงขั้นเป็นคนอารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า เหนื่อยตลอดเวลา ไม่อยากที่จะออกไปเที่ยวข้างนอกเหมือนทุกครั้ง

กว่าที่จะตรวจวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคชื่อประหลาดว่า ไฟโบรมัยอัลเจีย อัญชลีต้องไปพบแพทย์ที่เชี่ยชาญด้านต่างๆ ถึง 9 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ด้านประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝังเข็ม ผู้เชี่ยวชาญการบำบัดโรคด้วยวิธีจับกระดูกสันหลัง แพทย์แผนจีน และแพทย์อายุรเวท แต่ก็ไม่เป็นผล

ผลการตรวจวินิจฉัยแต่ละสำนักก็แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหนัก ยืนผิดท่า กระดูกเสื่อม และอื่นๆ แม้รักษามาแล้วทุกวิธีแต่ก็ไม่หายขาดจากอาการพิกล

รศ.นพ.ประดิษฐ์ ประทีปะวณิช นายกสมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแห่งประเทศไทยแถลงไขภาวะปวดเรื้อรังหรือไฟโบ รมัยอัลเจียว่า เป็นโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แม้กระทั่งในกลุ่มแพทย์เองก็เถอะทำให้การตรวจวินิจฉัยทำได้ยาก

"ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดลุกลามอย่างเรื้อรังและทำให้ร่างกาย อ่อนแอ ขาดความสามารถที่จะใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ บั่นทอนคุณภาพชีวิต" รศ.นพ.ประดิษฐ์กล่าว

อาการไฟโปรมัยอัลเจียไม่ได้มีอาการปวดอย่างเดียว แต่ยังมีอาการร่วมอย่างอื่น เช่น อ่อนเพลีย นอนกระกสับกระส่าย ปวดข้อ มีรายงานพบว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการกลืนลำบาก กระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ชา ความจำถดถอย และเริ่มมีข้อมูลพบว่าผู้ป่วยมีอาการทางจิตแทรกอยู่ด้วย เช่น หงุดหงิด ซึมเศร้า แต่ไม่ใช่ทุกรายต้องมีอาการเหลานี้หมด

คาดว่ามีประชากรราว 2% มีอาการปวดแบบไฟโปรมัยอัลเจีย ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ยอมรักกันสำหรับอาการดังกล่าว บางครั้งแพทย์ใช้การบำบัดทางจิต และพฤติกรรมบำบัดเข้าช่วย นอกเหนือจากให้ความรู้ผู้ป่วย ยา และให้อออกกำลังกาย

เนื่องจากเป็นโรคที่ยังไม่อยู่ในสารบบของแพทย์ทำให้ความเห็นเกี่ยวกับต้น เหตุของโรคแตกต่างกันไป การวินิจฉัยก็แตกต่างกันด้วย แพทย์บางรายไม่จัดให้ไฟโปรมัยเอเจียอยู่ในกลุ่มของโรค เพระาไม่มีอาการผิดปกติที่ตรวจสอบได้ทางร่างกาย ไม่มีวิธีทดสอบแบบมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาผู้ป่วยด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอพบหลักฐานว่า ผู้ป่วยไฟโบรมัยอัลเจียมีการทำงานของสมองต่างจากกลุ่มควบคุม แต่การศึกษาดังกล่าวยังแค่ชี้ให้เหนถึงความสัมพันธุ์กัน แต่ยังไม่ได้ระบุสาเหตุ

อาการปวดไฟโปรมัยอัลเจียยังเป็นผลมาจากความเครียดสมัยเด็ก หรือเพราะได้รับความเครียดสะสมรุนแรงมานาน นอกเหนือจากความผิดปกติทางสมอง
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบันพบว่า สาเหตุกลไกพยาธิสภาพความปวดของโรคไฟโบรมัยอัลเจียเกิดจากสมองส่วนที่ทำ หน้าที่รับรู้ความปวดและความเครียดอยู่ในสภาวะที่ไวกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดได้ง่าย และรุนแรงกว่าปกติ และมักจะมีอาการได้หลายแห่งทั่วร่างกาย

จากการสำรวจแพทย์ 941 คนและผู้ป่วย 506 รายจาก 5 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์และไทย เกี่ยวกับแนวโน้มสถานการณ์และความรู้ความเข้าใจของโรคไฟโบรมัยอัลเจียใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเครือข่ายพันธมิตรเพื่อการรักษาความปวดจากไฟโบ รมัยอัลเจียพบว่า โรคดังกล่าวมักพบมากในผู้หญิงวัยทำงานมากกว่าผู้ชาย อัตราส่วนหญิงต่อชายอยู่ที่ 9:1 หรือประมาณ 87% เป็นผู้ป่วยเพศหญิง

ผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจียจะเริ่มจากอาการปวดเพียงจุด ๆ เดียว ในระดับที่ไม่ปวดมากนัก ก่อนที่ความปวดจะทวีความรุนแรงและขยายไปสู่จุดอื่น ๆ ทำให้มีอาการปวดเมื่อยตามตัว ฝืดตึงตามข้อต่างๆ และเป็นอาการเรื้อรังทำให้เครียด ส่งผลต่อการนอนหลับ

"การตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น แพทย์จะสอบประวัติของความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับร่างกายทั้งส่วนบนและส่วน ล่าง รวมถึงบริเวณสันหลัง จากนั้นจะดู 18 จุดปวดทั่วร่าง และกดด้วยแรงกดประมาณ 4 กิโลกรัม หากพบว่า มีความเจ็บปวดมากตั้งแต่ 11 จุดขึ้นไป ถือว่า ผู้นั้นเป็นโรคไฟโบรมัยอัลเจีย โดยที่หากเป็นความเจ็บปวดบริเวณที่ติดกันของกระดูกหรือกล้ามเนื้อ ไม่ถือเป็นภาวะโรคนี้" รศ.นพ.ประดิษฐ์กล่าว

สำหรับการรักษา จำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อบำบัดรักษาภาวะปวดเรื้อรัง ทำให้แผนการรักษาแบบองค์รวมเป็นสิ่งจำเป็น ผู้ป่วยจะได้รับยาเพื่อระงับความเจ็บปวด กลุ่มยากันชักเพื่อรักษาไฟโบรมัยอัลเจีย การออกกำลังกายแบบแอโรบิค การรักษาทางใจเพื่อลดอาการซึมเศร้า และข้อมูลเพื่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคที่ตนเองเผชิญอยู่

"ผู้ป่วยสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบและรักษาตัวได้เร็ว" แพทย์ กล่าว

สำหรับคนที่สงสัยว่า ตนเองจะเป็นโรคนี้อยู่หรือไม่ สามารถสังเกตได้ 2 ประการหลักคือ ปวดเรื้อรังมาเป็นระยะเวลานานเกิน 3 เดือนและบริเวณที่ปวดนั้น เป็นทั่วร่างกาย โดยเป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นหลายจุดพร้อมกัน หากมีอาการข้างต้น ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว


ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

ภาพนาทีชีวิต ตากล้องช่วยชีวิตนางแบบสาว

ภาพนาทีชีวิตตากล้องช่วยชีวิตนางแบบสาว

นาทีชีวิต

ดู เพื่อความสนุกสนานนะ

7 พจมาน แห่งบ้านทรายทอง

7 พจมาน แห่งบ้านทรายทอง



บ้าน ทรายทอง

เป็นนวนิยายอมตะเรื่องหนึ่งของวงการวรรณกรรมไทย เขียนโดย ก.สุรางคนางค์ (กัณหา เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2529) นักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารรายปักษ์ชื่อ "ปิยมิตร" ประมาณปี พ.ศ. 2493 ระหว่างที่นวนิยายเรื่องนี้กำลังตีพิมพ์ในหนังสือ ยังไม่จบดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล (เสด็จพระองค์ชายใหญ่) เจ้าของคณะละคร "อัศวินการละคร" ทรงเล็งเห็น "ความแรง" ของนวนิยายเรื่องนี้จึงทรงนำไปสร้างเป็นละครเวที เปิดการแสดงที่ศาลาเฉลิมไทย ตรงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ หัวมุมถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งปัจจุบันนี้ถูกรื้อไปแล้ว

ปี 2494 คุณ สวลี ผกาพันธุ์เป็นนางเอกประจำคณะอัศวินการละคร มีงานแสดงละครเวทีอยู่ที่ศาลาเฉลิมไทย เป็นช่วงที่นวนิยายบ้านทรายทองกำลังดังมาก มีคอละครเขียนจดหมายมาขอให้อัศวินการละคร นำบ้านทรายทองมาแสดงเป็นละครเวที
คุณ สวลี ผกาพันธุ์ จึงเป็น พจมาน คนแรก และขับร้องเพลง นำ 2 เพลง คือ เพลง บ้านทรายทอง และ เพลง หากรู้สักนิด

หนัง 16 มม. เรวดี ศิริวิไล เล่นเป็น พจมาน

ต่อมาเมื่อ ก.สุรางคนางค์ แต่งเรื่อง "พจมาน สว่างวงศ์" ซึ่งเป็นภาค 2 ต่อจากบ้านทรายทอง (ภาคแรก ที่จบลงตรงที่ คุณชายกลางแต่งงานกับพจมาน) จึงได้มีการนำภาค 2 มาทำเป็นละครทีวีซึ่งตอนนั้นเป็นยุคแรก ๆ ของไทยทีวีช่อง 4 บางขุนพรหม ที่ยังออกอากาศเป็นขาว-ดำ นางเอกซึ่งรับบทเป็น "พจมาน สว่างวงศ์" ครั้งนั้นคือ คุณพจนีย์ โปร่งมณี

นางเอก "บ้านทรายทอง" คนต่อจากนั้นมาก็จะเป็น เรวดี ศิริวิไล สร้างเป็นหนัง 16 มม.

ตามด้วย อรัญ ญา นามวงศ์ อดีตรองนางสาวไทยปี 2508 เป็นละคร ทางช่อง 4 บางขุนพรหมอีกครั้ง

หลังจากนั้น คุณอรัญญาก็ไม่ได้แสดงละครทีวีอีก หันกลับไปแสดงภาพยนตร์เหมือนเคย การมาแสดงละคร บ้านทรายทอง จึงเป็นเรื่องเฉพาะกิจ

ถัด มาเป็น ศันสนีย์ สมานวรวงศ์ นางเอกเขี้ยวเสน่ห์ ทำเป็นละครทางช่องไทยทีวีสีช่อง 9

ในปี 2524 เป็นภาพยนตร์อีกครั้งโดยศรีบุญเรืองฟิล์ม แต่สร้างเป็น 35 มม. ผู้รับบทพจมานคือ จารุณี สุขสวัสดิ์เมื่อหนังเรื่องนี้ออกฉาย ปรากฏว่ารายได้เรียกว่า "ทะลุฟ้า" คือประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับค่าเงินในสมัยนี้ก็คงอยู่ราว ๆ 200 ล้านบาทเห็นจะได้

และที่สำคัญหนังเรื่องบ้านทรายทองนี้ ทำให้ จารุณี สุขสวัสดิ์ กลายเป็นนางเอกหนังเนื้อหอม มีผู้จัดติดต่อไปแสดงหนังมากมาย จนเธอขึ้นทำเนียบ นางเอกคิวทอง ไปในที่สุด!

ช่อง 7 สี โดยดาราวีดีโอก็ได้วางตัวพจมานลงจอ โดยมอบหมายให้ มนฤดี ยมาภัย นางเอกหน้าหวานรับบทนี้

ในปี 2544 เวอร์ชั่นล่าสุดของไก่-วรายุฑ ได้มอบหมายให้ รินลณี ศรีเพ็ญ รับบทเป็นพจมาน เป็นละครยอดฮิตของช่อง 3 ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไป หลายกระแส บ้างชื่นชอบว่าสะใจดี และ บ้างก็โจมตีว่าเป็นพจมานที่ออกจะเก่งกร้าวกว่าในนวนิยาย
แต่ไม่ว่ากระแส จะออกมาในทิศทางไหน ก็ถือว่าเป็นการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของ จอย-รินลณี ศรีเพ็ญ ให้เธอกลายมาเป็นนางเอกยอดนิยมจนถึงทุกวันนี้

อ้าว คนนี้ พจมาน แห่ง จันทร์ส่องหล้า ครับ ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ มาผิดเรื่องแล้วครับ พอดี เพื่อนๆ ขอมา
เรื่องย่อ
บ้านทรายทอง เป็นเรื่องราวของ "พจมาน" เด็กสาวผู้มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีและชาติกำเนิดของตน แม้จะเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาก็ตาม เธอจำเป็นต้องจากบ้านสวนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนหนังสือต่อ ตามความประสงค์ของบิดาที่เขียนสั่งไว้ก่อนเสียชีวิต ให้พจมานไปอาศัยอยู่กับครอบครัวหม่อมพรรณราย ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อที่บ้านทรายทอง ในกรุงเทพฯ ที่นี่พจมานได้พบกับ "หม่อมป้า" และ ญาติ ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ที่เธอไม่คุ้นเคยมาก่อน เธอได้รับ การดูถูกเหยียดหยามต่าง ๆ นานา พวกเขามิได้เห็นเธอเป็นญาติ หากปฏิบัติต่อเธออย่างผู้อาศัยที่ต่ำต้อย ไร้เกียรติ...แต่ในที่สุดความดีงามพจมานก็ชนะใจ "คุณชายกลาง" ญาติผู้พี่ และทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกันในที่สุด...

เพลงนำที่ เป็นที่รู้จัก คือ เพลง บ้านทรายทอง

คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล
ทำนอง: หม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์


เวอร์ชั่น นี้เสียงร้อง ของ ไก่ พรรณนิภา


นี่คือสถาน แห่งบ้านทรายทอง ที่ฉันปองมาสู่
ฉันยังไม่รู้ เขาจะต้อนรับ ขับสู้เพียงไหน
อาจมียิ้มอาบ ฉาบบนสีหน้า ว่ามีน้ำใจ
แต่สิ่งซ่อนไว้ ในดวงจิต คือความริษยา
เขตรั้วไพศาล โอบบ้านทรายทอง คือแขนของพระเจ้า
ขอ จงเอื้อมมือ และโอบกอดเรา ผู้ผ่านเข้ามา
เพียงเดียวดาย อาจตายเพราะโง่ โอ้อนิจจา
โปรดอย่าอิจฉา สมาชิกใหม่ ของบ้านทรายทอง
เขตรั้วไพศาล โอบบ้านทรายทอง คือแขนของพระเจ้า
ขอจงเอื้อมมือ และโอบกอดเรา ผู้ผ่านเข้ามา
เพียงเดียวดาย อาจตายเพราะโง่ โอ้อนิจจา
โปรดอย่าอิจฉา สมาชิกใหม่ ของบ้านทรายทอง




เพลง หากรู้สักนิด อีกเพลงหนึ่งที่โด่งดังจากเรื่องนี้ กดเพื่อฟัง

ขอขอบคุณข้อมูล จาก นิตยสาร หญิงไทย


http://www.oknation.net/blog/print.php?id=56282

หมู่บ้านสมัยพระเยซูยังมีชีวิต



หมู่บ้านสมัยพระเยซูยังมีชีวิต



















นักโบราณคดีชาวอิสราเอล ได้ค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์

ที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับพระเยซู ในเมืองนาซาเรธ




ทางตอนเหนือของอิสราเอล อีกอย่างหนึ่ง คือหมู่บ้านที่เชื่อว่าพระเยซูประทับอยู่สมัยทรงพระเยาว์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบทางโบราณคดี เกี่ยวกับสถานที่พระองค์ทรงเติบโตขึ้นมา

หมู่บ้านแห่งนี้ คาดว่ามี 50 หลังคาเรือน เป็นชุมชนของชาวยิวที่ยากจน และไม่ไกลจากจุดที่พระนางมารีอา ได้ทราบว่ากำลังจะให้กำเนิดบุตรชาย

นาซาเรธ นับเป็นนครอาหรับที่ใหญ่ที่สุดทางเหนือของอิสราเอล มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 65,000 คน มีสัดส่วนชาวมุสลิมกับชาวคริสต์ ราว 2 ต่อ 1 คน

"จากหลักฐานที่เป็นดินเหนียวและเศษปูนขาวที่ค้นพบ บ้านหลังดังกล่าวน่าจะเป็นบ้านของครอบครัวชาวยิวธรรมดาๆ" อเล็กซานเดอร์กล่าวขณะที่ทีมงานขุดค้น เริ่มปัดเศษดินเหนียวออกไปจนเห็นกำแพงหิน

“ถ้าคิดตามตรรกะ ที่นี่อาจจะเป็นหมู่บ้านที่พระเยซูและครอบครัวของพระองค์เคยอยู่ เราอาจจะจินตนาการได้ว่าพระองค์อาจจะเล่นกับญาติและเพื่อนๆ” เธอบอก

การค้นพบครั้งนี้ เป็นช่วงคริสต์มาสพอดี จึงเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับชาวคริสเตียน สาธุคุณแจ็ค คารัม จากโบสถ์ของโรมันคาทอลิก ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กล่าวว่า “หากคนไม่พูด หินก็จะพูดเอง”

ทั้งนี้ทีมของอเล็กซานเดอร์ ค้นพบซากกำแพง และสวนหลังบ้านรวมถึงระบบน้ำใช้ต่อจากหลังคาลงมาใช้ในบ้านตอนที่ช่างเริ่ม ขุดลานด้านหลังของอดีตโรงเรียนแม่ชีเพื่อทำศูนย์สอนศาสนาแห่งใหม่ ในจุดที่อยู่ห่างจากโบสถ์แค่ไม่กี่หลา
“อย่างไรก็ดี ขณะนี้ก็ยังไม่รู้แน่ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ครอบคลุมเนื้อที่แค่ไหน เพราะเพิ่งขุดค้นไปได้แค่ราว 900 ตารางฟุต เท่านั้น เชื่อว่าหากขยายต่อไป คงจะกินอาณาบริเวณกว้างขวางมาก” เธอกล่าว

นอกจากนี้ยังมีการค้นพบทางลับไปอุโมงค์ที่จุคนได้ประมาณ 6 คน เข้าไปอยู่ได้ราว 2-3 ชั่วโมง คาดว่าชาวนาซาเรธขุดอุโมงค์เพื่อซ่อนตัวจากผู้บุกรุกชาวโรมัน ยาร์เดนา อเล็กซานเดอร์ นักโบราณคดี ที่เป็นผู้อำนวยการกองการประวัติศาสตร์และโบราณคดีของอิสราเอล ให้ข้อมูล แต่เนื่องจากชุมชนแห่งนี้อยู่ไกลจากสนามรบจึงอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้อุโมงค์ มากนัก

“อย่างไรก็ดีตามประวัติศาสตร์ ทหารโรมันไม่ได้สู้รบกับนาซาเรธจนรู้แพ้รู้ชนะ เพราะหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากนัก กองทัพโรมันจะสนใจแต่เมืองใหญ่ ๆ หรือไม่ก็ชุมชนที่เป็นจุดยุทธศาสตร์มากกว่า” อเล็กซานเดอร์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

นักโบราณคดียังพบภาชนะที่ทำจากดินเหนียวและปูนขาว ที่เหมือนกับที่ชาวกาลิเลียนยิวใช้ในการทำให้อาหารและน้ำดื่มคงความ บริสุทธิ์อยู่เมื่อเก็บในภาชนะ ส่วนเศษกระจกที่พบก็มีอายุย้อนไปถึงสมัยที่พระเยซูยังมีพระชนม์ชีพ ต่อถึงปลายยุคเฮเลนิค ช่วงต้นสมัยโรมัน หรือราว 100 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงคริสต์ศตวรรษแรก

เศษแก้วและภาชนะแก้วที่พบหรือผลิตภัณฑ์ที่นำเข้ามา บ่งชี้ว่าคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนี้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย เพียงแต่ไม่อาจบอกได้ว่าพวกเขาเป็นพ่อค้าหรือชาวนา สิ่งของที่หลงเหลือมาจากยุคพระเยซูที่พบในนาซาเรธ คือ สุสานโบราณ ที่ให้ภาพเกี่ยวกับจำนวนประชากรสมัยนั้นได้ อเล็กซานเดอร์ กล่าว

หลังจากนี้ก็จะมีการสร้างอาคารใหม่ ครอบหมู่บ้านโบราณนี้ไว้เพื่อการอนุรักษ์ ซึ่งก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของศูนย์กลางคริสเตียนนานาชาติแห่งใหม่ ที่จะสร้างขึ้นที่นี่ตามแผนการเดิม แต่เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องสถานที่และความหนาแน่นของประชากร ทำให้นักโบราณคดีไม่สามารถขุดค้นบริเวณรอบๆ ได้ จึงมีแต่ซากหมู่บ้านโบราณนี้เท่านั้น



..............

(ที่มา : ข่าวเอพี)

http://www.bangkokbiznews.com

"โม่ ตาลา " กับชะตากรรมช้าง 9 เชือก

"โม่ตาลา " กับชะตากรรมช้าง 9 เชือก


ใน วันที่เรามีหมวยน้อย "หลินปิง" และทุ่มความสนใจให้แก่ครอบครัวแพนด้า ผู้คนส่วนหนึ่งในสังคมอดตระหนักไม่ได้ว่า เรากำลังละทิ้ง "ช้าง" สัตว์ประจำชาติที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน เหมือนกับครั้งหนึ่งที่เราหันไปกินแฮมเบอร์เกอร์แล้วปล่อยให้ต้มยำกุ้งบูด เน่าอยู่ในชาม แม้ในความเป็นจริงจะโหดร้ายน้อยกว่าก็ตาม

ทั้งนี้ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อน ช้าง อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง พบว่าในแต่ละปีหน่วยเฉพาะกิจต้องออกไปช่วยเหลือช้างที่ประสบอุบัติเหตุหรือ เจ็บป่วยมากถึง 200-300 เชือก โดยปีที่ผ่านมาออกไปช่วยเหลือช้างเฉลี่ยวันละ 1 เชือก ยังไม่รวมช้างป่วยหนักที่ต้องเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลช้างกว่า 60 เชือกต่อปี โดยโรคที่เกิดกับช้าง 80 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากการกระทำของมนุษย์

นสพ.ปรีชา พวงคำ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ มูลนิธิเพื่อนช้าง อธิบายว่า ช้างยังคงถูกทรมานจากมนุษย์ ด้วยการนำไปเร่ร่อนหากินในพื้นที่เมือง แล้วถูกรถชน ตกท่อระบายน้ำ หรือตกมันอาละวาดทำร้ายผู้คน เป็นต้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนมือของผู้เป็นเจ้าของ เมื่อก่อนช้างจะกระจายอยู่ในความดูแลของคนหมู่มาก ครอบครัวหนึ่งจะมีช้างในกรรมสิทธิ์ 2-3 เชือก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปอยู่ในมือกลุ่มนายทุน แล้วให้เช่ารายเดือน พาออกหากินตามเมืองใหญ่ ตามปางช้าง หรือชักลากไม้ในป่าตามแนวชายแดน

จาก เดิมช้างเยอะเจ้าของมากเปลี่ยนเป็นช้างมากเจ้าของน้อยเลยมีปัญหาเกิดขึ้น เพราะนายทุนส่วนใหญ่ไม่ได้รักช้าง ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องช้าง คิดเพียงอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด ประกอบกับควาญช้างส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนไทย แต่จะว่าจ้างชาวพม่ามาทำหน้าที่แทน เมื่อไม่ใช่เจ้าของช้างเลยไม่มีความรักความผูกพัน จึงมักจะเห็นภาพช้างถูกทำร้าย บังคับให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา

"ช้างตกมันเพราะอากาศร้อนอบอ้าว ตาเจ็บจากแสงแดด เพราะช้างจะไม่หลับตา ควาญช้างเอาสะดวกเข้าว่าเก็บหญ้าริมทางให้ จึงมีสารพิษตกค้างในร่างกาย เกิดจากสารปนเปื้อนยาฆ่าแมลงที่ชาวเขาใช้ฉีดพืชไร่ แล้วไหลมารวมกันที่เชิงเขา เวลากินเข้าไปจะทำให้ท้องอืด กินอาหารไม่ได้ หรือเจ็บหลังเพราะให้บริการนักท่องเที่ยวจำนวนมากในฤดูท่องเที่ยว"

ปัจจุบันราคาซื้อขายลูกช้างไทยจะ อยู่ที่ 5-6 แสนบาท ถ้าเป็นลูกช้างป่าจากประเทศเพื่อนบ้านจะถูกกว่าแค่ 1 แสนบาทเท่านั้น ส่วนค่าเช่าช้างรายเดือนตกอยู่ที่ 8,000 บาท นสพ.ปรีชาเปรียบเทียบว่าหากมีช้าง 10 เชือก หนึ่งเดือนจะมีเงินเข้ากระเป๋านายทุน 8 หมื่นบาท ไม่กี่ปีก็คุ้มทุน เพราะช้างจะมีอายุใช้งานได้ราวๆ 60 ปี ส่วนผู้ที่นำช้างมาเร่ร่อนจะมีรายได้จากการขายอ้อย กล้วย ตกเดือนละประมาณ 4 หมื่นบาท หักค่าเช่าและค่าอาหารที่ขาย 1 หมื่นบาท แล้วยังเหลือพอแบ่งให้ทีมงาน 5 คนสบายๆ ได้แก่ ควาญบนหลังช้าง คนขายอ้อย 2 คน และคนหั่นอ้อยอีก 2 คน โดยจุดที่คนกลุ่มนี้ต้องการเข้าไปหากินมากที่สุดคือ พัทยาและพัฒนพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ มูลนิธิเพื่อนช้าง อธิบายว่า นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ยังมีหญิงบริการจำนวนมาก ซึ่งลึกๆ ในใจมีความเชื่อว่าชาตินี้มีกรรม ต้องทำบุญกับสัตว์ใหญ่ เผื่อชาติหน้าเกิดมาจะได้ไม่ลำบาก

สำหรับ การแก้ไขปัญหาช้างเร่ร่อนนั้น นสพ.ปรีชา แนะนำให้แก้ที่กฎหมายเกี่ยวกับผู้ครอบครองช้างว่าเป็นใคร มีความรู้ หรือจะเอาช้างไปใช้ประโยชน์อย่างไร ดีกว่าการไล่ช้างออกนอกเมืองซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ เมื่อมีกฎหมายแล้วก็บังคับใช้ให้มีความศักดิ์สิทธิ์ ดูได้จากเมื่อ 10 ปีก่อน จ.สุรินทร์ มีช้างจดทะเบียน 600 เชือก แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวหมายความว่าอย่างไร การระดมทุนซื้อช้างเร่ร่อนไปปลดปล่อยไม่ได้ผล เพราะเงินที่เราซื้อเขาไปจะกลายเป็นเงินก้อนใหม่ เพื่อไปซื้อช้างเชือกใหม่กลับมาในวงจรเดิมๆ

...นอกจากโรงพยาบาลช้างจะออกไปให้การ รักษาช้างที่ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยนอกสถานที่แล้ว ยังมีช้างที่บาดเจ็บรุนแรงและอาการสาหัสมากรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลด้วย โดยมีทั้งสิ้น 9 เชือก และหนึ่งในนั้นคือ "พังโม่ตาลา" ที่คนไทยล้วนคุ้นหน้าคุ้นชื่อกันเป็นอย่างดี !?!

เมื่อ วันที่ 15 สิงหาคม 2542 หรือเมื่อ 10 ปีก่อน โม่ตาลาประสบอุบัติเหตุเหยียบกับระเบิดจนขาหน้าซ้ายขาดรุ่งริ่ง จึงถูกนำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลช้าง ล่าสุดมูลนิธิขาเทียมแห่งประเทศไทยในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้จัดทำขาเทียมให้พังโม่ตาลา โดยใช้นวัตกรรมใหม่ทำตากถุงเม็ดโฟมขึ้นรูปเบ้าขา แล้วนำมาหล่อขึ้นรูปด้วยปูนปลาสเตอร์ ก่อนจะตกแต่งให้ได้ขนาด ภายในหุ้มด้วยพลาสติกนิ่ม ส่วนชั้นนอกหุ้มด้วยพลาสติกแข็ง มีเข็มขัดล็อกให้แน่นกระชับกับขา ถือเป็นการใส่ขาเทียมให้ช้างครั้งแรกของโลก

ทุกๆ วันระหว่างเวลาห้าโมงเช้าถึงบ่ายโมง เจ้าหน้าที่และควาญช้างจะนำขาเทียมมาใส่ให้พังโม่ตาลา เพื่อให้ได้เรียนรู้และคุ้นเคยจะได้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงแม้จะมีการเตรียมพร้อมรองรับการใส่ขาเทียมมานานกว่า 2 ปี ทว่าพังโม่ตาลาก็ยังไม่สามารถใช้ขาเทียมได้อย่างสมดุล โดยไม่สามารถทิ้งน้ำหนักลงบนขาหน้าซ้ายได้อย่างเต็มที่ จึงต้องถ่ายน้ำหนักไปอยู่ที่ขาหลังทั้งสองข้าง จนก้นห้อยระพื้นแล้วใช้งวงดันพื้นด้านหน้า ก่อนจะก้าวเท้าขวาดูเหมือนกระเถิบไปมากกว่าเดิน เพียงระยะไม่กี่เมตรโม่ตาลาต้องเสียเวลาไปกับการเดินค่อนข้างมาก หรืออาจเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมาย หลายครั้งเหนื่อยจนต้องหยุดพัก โดยใช้งวงดันกับเสาโรงเรือน แล้วยกขาหน้าขึ้น ทำเอาคนที่เห็นถึงกับน้ำตาซึมด้วยความสงสาร

"พัง โม่ตาลายังไม่สามารถลงน้ำหนักข้างที่ใส่ขาเทียมได้ เขาไม่คุ้นเคย เหมือนคนเราไม่เคยใส่รองเท้าผ้าใบมาก่อน แล้วต้องมาใส่จึงต้องปรับตัว ขณะนี้ทีมสัตวแพทย์กำลังทำขาเทียมให้พังโม่ชะลูกช้างที่ขาขาดเหมือนกัน ซึ่งถือเป็นเชือกที่ 2 ของโลก ล่าสุดมีมูลนิธิช้างในกัมพูชาและอินเดียติดต่อเข้ามา ให้เราใส่ขาเทียมให้ประเทศเขาที่ประสบปัญหาเดียวกัน" นสพ.ปรีชา กล่าว

จะ ว่าสถานการณ์ช้างไทยย่ำแย่ลงก็คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่ก็ไม่กระเตื้องขึ้นเลยทั้งที่ปัญหาที่พบในวันนี้กับเมื่อวันวานแทบจะไม่ ต่างกันเลย ดังนั้นคงต้องหันมาทบทวนแล้วว่าเราอันหมายถึงคนไทย ได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับช้างในระดับไหน เฉยๆ รับฟังผ่านๆ หรือถึงขั้นสนใจใคร่รู้และลงมือทำ อนาคตของช้างไทยอยู่ในมือของทุกคน ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง ?!?

เรื่อง : บัก หุ่งซ่ำจ๊อย

ภาพ : วัชร ชัย คล้ายพงษ์

ทูไนท์โชว์มูลนิธิขาเทียมช้าง ขาเทียมช้างอันแรกของโลก

ทูไนท์โชว์ มูลนิธิขาเทียม ช้าง

ขาเทียมช้างอันแรกของโลก

มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทำขาเทียมให้ลูกช้าง อายุ 2 ปี 7 เดือน ซึ่งขาหน้าข้างขวาขาขาด จากการเหยียบกับระเบิดเมื่ออายุ 7 เดือน ขณะตามแม่ไปทำงานลากซุงในประเทศพม่า รศ.นพ.เทอดชัย ชีวะเกตุ เลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ ได้นำคณะไปวัดและทำขาเทียมให้พังโม่ชะ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 พังโม่ชะยอมรับขาเทียมที่ทำให้ และสามารถเดินได้ดี ด้วยยังไม่เคยมีรายงานการทำขาเทียมให้ช้างจนสามารถใช้การได้ ขาเทียมนี้จึงเป็นขาเทียมสำหรับช้างอันแรกของโลก ซึ่งเป็นที่น่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่สามารถทำขาเทียมให้ช้างเดินได้เหมือนปกติ







VDO Clip ช้างพังโม่ชะ (24 มิ.ย. - 19 ก.ค. 51)
http://www.prosthesesfoundation.or.th/original/News/mosha.html