วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

ธรรมะ เยียวยา มะเร็ง

ธรรมะ เยียวยา มะเร็ง

โดย : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ



ศุภภร ธรรมชูวงศ์



ศุภภร ธรรมชูวงศ์ เธอเป็นมะเร็งแทบเอาชีวิตไม่รอด สมาธิช่วยเธอได้

แต่ย้ำว่าต้องมีศรัทธาและปฏิบัติ ปัจจุบัน เธอช่วยเหลือคนอื่นมากมาย


เธอคนนี้ป่วยเป็นมะเร็งแทบเอาชีวิตไม่รอด สมาธิช่วยเธอได้ แต่ต้องมีศรัทธา
ปฏิบัติและแนบแน่นกับสิ่งนั้น ปัจจุบันเธอใช้สมาธิบำบัดช่วยเหลือคนอีกมากมาย

เป็นเรื่องราวของคนที่เคยป่วยเป็นมะเร็งอีกคน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องซ้ำๆ ซากๆ ทำนองว่า
เป็นคนปฏิบัติธรรมแล้วเข้าใจชีวิต ก็เลยสู้กับโรคร้ายได้


แต่เรื่องราวของเธอคนนี้ ศุภภร ธรรมชูวงศ์ พยาบาลเทคนิคชำนาญงาน หน่วยจ่ายกลาง และสมาธิบำบัด โรงพยาบาลท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เป็นอีกเรื่องที่ชวนให้คิดในมิติที่ลึกกว่านั้น สิ่งที่เธอทำในปัจจุบัน กลายเป็นต้นแบบงานสมาธิบำบัดให้กรมการแพทย์ ทางเลือกและแพทย์แผนไทย เธอใช้สมาธิบำบัดเพื่อเยียวยาในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยระยะสุดท้าย เด็ก ฯลฯ รวมถึงทำงานให้คำปรึกษาหลายเครือข่าย
ข้อสำคัญสมาธิ...มีกระบวนการหลายอย่างที่นำสู่ความเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริง
“ขอ มีชีวิตอยู่ เพื่อทำความดี” นั่นเป็นความคิดของเธอ ซึ่งไม่ได้เกิดจากการป่วยเป็นมะเร็งอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างต่อเนื่องหลายปี และในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ นิกส์-ศุภภรจะลาออกจากอาชีพพยาบาล แต่ยังคงทำงานต่อไปในลักษณะจิตอาสา

เป็นมะเร็งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ศุภภร เป็นพยาบาล และมีครอบครัวที่น่ารัก มีลูกสองคน แต่แล้ววันหนึ่งเธอป่วยเป็นมะเร็งมดลูก ทั้งๆ ที่ป่วยก่อนแม่และน้องสาวที่เป็นมะเร็งเต้านม แต่ทั้งสองจากโลกนี้ไปก่อน หลังจากเธอผ่าตัดเนื้อร้ายออกไป 2-3 ปีต่อมามะเร็งกลับมาก่อตัวอีกที่ผนังช่องคลอด ต้องทำทั้งการฉายแสง ฝังแร่และเคมีบำบัด เมื่อโรคร้ายจากไป แต่ได้ผลข้างเคียงทั้ง ไต กระเพาะปัสสาวะและตับอักเสบ
เธอเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล เธอจึงคิดว่า กายปล่อยให้หมอดูแล แต่ใจ...เราต้องดูแลตัวเอง และกลายเป็นว่า เธอต้องคอยปลอบใจคนในครอบครัวไม่ให้โศกเศร้าเสียใจ
ศุภ ภร ย้อนถึงตอนป่วยเป็นมะเร็งว่า ก็ตกใจ ไม่คิดว่าตัวเองเป็น ช่วงนั้นมีการปวดท้องรุนแรง แต่ความที่เราฝึกจิตมา ไม่ทานยาแล้วดูอาการปวดก็คิดว่า ไม่เป็นไร


“ตอน ที่ผ่าตัด เราไม่ได้หลับ เราได้ใช้การปฏิบัติในการดูแลความเจ็บปวด เราฝึกปฏิบัติให้อยู่กับปัจจุบัน ถ้าจิตเราไม่สงบ เราก็หยุดเนื้อร้ายไม่ได้ เราเอาธรรมะมาใช้ตั้งแต่แรก คนรอบข้างก็ตกใจ เราต้องดูแลใจทั้งสามี ลูกและคนอื่นๆ เขาก็กลัวและกังวล แต่เราเรียนรู้ว่า เราต้องอยู่กับปัจจุบัน”

แม้เธอจะป่วยเป็นมะเร็ง เธอกลับบอกคนรอบข้างว่า ไม่ต้องกลัว เธอเชื่อว่าจะได้อยู่ทำความดีต่อไป
และไม่เคยทำกิริยาให้เห็นว่าทุกข์ มีแต่ให้กำลังใจผู้อื่น


“มะเร็งกลับมาอีกที่ผนังช่องคลอด คราวนี้นึกว่าไม่รอด สงสัยถึงเวลาแล้ว
ส่วนใหญ่เป็นแล้วเป็นอีกจะไม่รอด

ปัจจุบัน มะเร็งหายไปแล้ว แต่จะกลับมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ตอนนั้นทรมานมาก ใช้ห้องพิเศษเป็นห้องเดินจงกรมทำสมาธิ บางครั้งไม่มีแรงเดินจงกรม สวดมนต์ก็ไม่ไหว ทำใจให้สงบอยู่กับตัวเองให้มาก อยู่กับปัจจุบันจริงๆ ทำจิตให้เข้มแข็ง ไม่อย่างนั้นแพ้เคมีบำบัดแน่ ตอนนั้นหยุดทำงานสามเดือน ลูกและสามีไปดูแลตลอด เวลาเขาไป เราก็ยิ้ม แต่ร่างกายก็อ่อนเพลีย”

เธอ เล่าอาการป่วยทางกายต่อว่า ฉายแสงกว่าสามสิบแสง ถือว่าเยอะ ร่างกายอ่อนแอมาก แล้วฝังแรงครั้งละ 8-11 ชั่วโมง หนักมากสำหรับเรา พออาการมะเร็งหายไป แต่ผลการรักษาทำให้เกิดการอักเสบหลายจุด นอนโรงพยาบาลบ่อยมาก บางครั้งฉี่เป็นเลือด อั้นปัสสาวะไม่ได้ แต่ยังไปทำงานตลอด เพราะผู้บริหารโรงพยาบาลและผู้ร่วมงานน่ารักมาก

มิติที่ลึกคือ การดูแลจิต

การ รักษาจิตของตัวเองเป็นสิ่งที่เธอดูแลมาตลอด จนบางครั้งดูแลกายน้อยไป ทั้งเรื่องอาหารและการใช้ชีวิต ปัจจุบันเธอหันมาดูแลทั้งกายและใจให้สมดุล ตอนนี้มะเร็งไม่มาแล้ว แต่เธอบอกว่า ต้องดูแลตัวเองให้ดี ถ้าเผลอไม่ได้ ต้องปฏิบัติเรื่องการกินอาหารธรรมชาติมากขึ้น ทำโยคะสมาธิตอนเช้า
ศุภภร บอกว่า ตอนให้เคมีบำบัด ร่างกายอ่อนแอมาก แต่ไม่คิดว่าจะตาย

ถ้าตาย...ขอตายอย่างมีคุณค่า ตายไปกับจิตที่สงบ


“ฝึก ที่จะทำใจให้เป็นกุศลอยู่เรื่อยๆ ใส่สิ่งที่ดีเข้าไป ป่วยก็ยังเข้าคอร์สปฏิบัติ

และเราก็จัดคอร์สวิปัสสนาให้คนในโรงพยาบาล เราทำกิจกรรมพวกนี้เยอะ”


จากพื้น ฐานที่ชอบพัฒนาตนเอง ตั้งแต่ปี 2538 เธอเรียนรู้จิตวิทยาการวิเคราะห์ตนเองเชิงลึก ทำให้เรียนรู้ความเป็นมนุษย์ และสนใจฝึกสมาธิ
”พอป่วยเป็นมะเร็ง ได้รู้ว่าธรรมะดีมาก ปีหนึ่งเข้าคอร์สสามครั้ง เพราะเราเห็นประโยชน์ของการปฏิบัติ พอกลับมาทำงานทำให้จิตเราไม่วุ่นวายเห็นภาวะอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น เราทุกข์ไม่นานและดับได้เร็ว เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราปวดมากก็ดูด้วยใจเบาสบาย ไม่เพ่งจ้องหรือเมินลอย
พอวางใจได้ เราก็เข้าใจว่ามันเป็นอย่างนี้”



ช่วง แรกๆ ที่เธอให้คำปรึกษาเชิงลึกผู้ติดเชื้อเอดส์ ติดยา กลุ่มที่มีปัญหาทางจิตใจ เธอคิดว่า ถ้าจิตเปลี่ยน พฤติกรรมก็เปลี่ยน ตอนนั้นมองว่า จิตวิทยาทำให้เรามองเห็นตัวเอง โชคดีที่เราได้แบบอย่างที่ดี อาจารย์ที่สอนจะนำสวดมนต์ทุกครั้ง เสียงสวดมนต์ของอาจารย์ไพเราะมาก
เราก็เลยสงสัยว่า
ต้องมีสิ่งที่ดีซ่อนอยู่

ก็เลยขอไปวิปัสสนากรรมฐาน

ในแง่การวิเคราะห์ตัวเองตามแนวจิตวิทยา ศุภภร บอกว่า พฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์ได้รับอิทธิพลจากพ่อและแม่ บางอย่างเราไม่ชอบที่เราเหมือนพ่อแม่ บางครั้งพ่อแม่ก็ไม่อยากมีพฤติกรรมแบบนี้ เรื่องนี้ทำให้เราเข้าใจมนุษย์และยอมรับคนอื่นมากขึ้น เพราะสิ่งที่เรามองเห็นคือ เปลือกนอก ต้องมองให้ลึกถึงแก่น

“การ เพ่งจ้องจดจ่อกับสิ่งที่เราทำมากไป ทำให้กายและใจเครียดโดยไม่รู้ตัว กว่าจะเข้าใจเรื่องการปฏิบัติก็หลายปี เรื่องเหล่านี้อยู่ที่ฐานจิตแต่ละคน บางคนปฏิบัติครั้งเดียว เข้าใจแก่นของการปฏิบัติก็ไปได้ไกล แต่เราใช้เวลาฟังครูบาอาจารย์หลายครั้ง เรื่องพวกนี้มันอยู่ที่กายที่ใจ สามารถนำมาประยุกต์ได้ พอเราเข้าใจแก่นก็เลยเข้าใจได้เร็ว"

ช่วง น้องของเธอกำลังจะเสียชีวิตจากมะเร็ง และแม่ป่วยเป็นมะเร็ง เธอบอกว่า ทุกข์ใจมาก รู้สึกว่า ชีวิตนี้เศร้าหมอง ก็เลยเห็นจิตเราทุกข์มาก กายก็เลยร้องไห้ ไม่มีเรี่ยวแรง จิตสำคัญส่งไปถึงกาย ทำให้เราทำอะไรไม่ได้เลย

“ช่วง เป็นมะเร็งเรารู้ว่า เวลาร่างกายอ่อนแอ เราก็อยากได้ยินเสียงดีๆ ก็เลยเข้าใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย หลังจากทำเรื่องสมาธิบำบัดให้กลุ่มผู้ติดเชื้อ คนไข้พฤติกรรมเปลี่ยน จากกลัวสังคมไม่ยอมรับ ก็ไม่กลัว เราทำงานกับอาจารย์รุจ ดุลยากร เจ้าของโรงเรียนบรรจงรัตน์ในเรื่องผู้ติดเชื้อ ก็ใช้ทั้งเรื่องโยคะ และการฝึกจิต ฝึกคิดดีมีพลัง มีช่วงปฏิบัติค้นหาสิ่งที่อยู่ในลมหายใจ แต่พอฝึกปฏิบัติ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีวินัย เราจึงมีสมุดบันทึกเรื่องลมหายใจให้เขาปฏิบัติและลงบันทึก”

บำบัดให้จิตเบิกบาน

“คน ไข้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากหน้าหมองคล้ำก็ใสขึ้น จากที่กลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าติดเชื้อ ก็ไม่กลัว และมาเข้ากลุ่มเดือนละครั้ง” ศุภภร เล่าถึงการเปลี่ยนแปลง และครูรุจ บอกว่า
“ผม ว่าเธอเป็นตัวอย่างที่ดีของการดูแลจิต เราทำงานด้วยกันเรื่องชุมชนสร้างโลกสวยกับสโมสรใจใสด้วย ผมเห็นเลยว่า คนที่พัฒนาจิตแล้วจะมีพลัง แม้จะมีงานเยอะ แต่เธอพร้อมจะช่วยคนตลอดเวลา เพราะจิตถูกฝึกมาจนนิ่งสงบ เธอมีพลังความสุขในตัวเอง ใครบอกให้ช่วยเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เธอจะทำได้ทันที คนเป็นมะเร็งขั้นหนักก็มาปรึกษาเธอ”
สาเหตุ นี้เอง ครูรุจจึงมีหน้าที่เป็นผู้จัดการความสุข ส่วนศุภภรเป็นผู้บริหารอารมณ์ผ่านสมาธิในรูปแบบต่างๆ ทั้งเมตตาภาวนา โยคะ หรือการคิดบวก ฯลฯ โดยนำมาใช้กับเด็กๆ ในกลุ่มโรงเรียน กลุ่มคนไข้ข้างนอก และผู้ป่วยมะเร็ง

“ครูรุจก็จะมีเทคนิคมากมาย เราก็มองว่า วิเศษมากเลย เพราะเป็นเรื่องการรู้กายรู้ใจ เพียงแต่เราไม่ต้องไปอยู่วัด เป็นวิธีง่ายๆ ให้เลือกใช้ เราหล่อหลอมมาจากการปฏิบัติของครูบาอาจารย์หลายท่าน เราเชื่อมั่นในพระพุทธองค์ ขอใช้คำว่าเราแนบแน่น สมาธิเยียวยากายเรา เรารู้สึกเลยว่า มีอะไรเกิดขึ้นในกาย สมาธิตัวจริงที่รักษาเรา ไม่ได้ทำด้วยความฉาบฉวยหรือผิวเผิน"

เธอ มั่นใจว่า การทำสมาธิต้องค่อยๆ สะสม เพื่อให้เกิดพลังเข้มแข็ง คนแนะนำต้องรู้ซึ้งจริงๆ จึงจะส่งพลังไปถึงคนอื่นได้ อย่างการฝึกบางท่า ใจต้องแนบแน่นกับการเคลื่อนไหว ต้องมีวินัย เชื่อมั่นและศรัทธา มีความเพียรปฏิบัติ

"ฝึกสติมากๆ สมาธิก็มา ปัญญาก็เกิด สามารถรู้เห็นตามความเป็นจริง ซึ่งไม่ใช่ปัญญาทางโลก"

--------

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20090813/68134/ธรรมะ-เยียวยา-มะเร็ง.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

อารายเหรอ