วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

พระ อาจารย์สุเมโธ (โรเบิร์ต แจ็คแมน)


พระ อาจารย์สุเมโธ (โรเบิร์ต แจ็คแมน)

ประวัติพระสุเมธาจารย์





พระอาจารย์สุเมโธ (โรเบิร์ต แจ็คแมน) เกิดในเมืองซีแอตเติ้ล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1934 (พ.ศ 2477) เมื่อสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ท่านได้เข้ารับราชการในกองทัพเรือแห่งสหรัฐอเมริกา ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และได้เข้าร่วมปฏิบัติการในสงครามเกาหลี เมื่อออกจากราชการท่านก็ได้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ในสาขาวิชาเอเชียใต้ศึกษา (South Asian Studies) มหาวิทยาลัย แห่งแคลิฟอร์เนีย (เบิร์กเลย์) ในปี 1963 (พ.ศ. 2506) หลังจากนั้นได้ร่วมงานเป็นระยะเวลาสั้น ๆ กับสภากาชาดอเมริกัน ก็ได้เดินทางไปยังแถบตะวันออกไกล และทำงานเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ กับหน่วยสันติภาพ (Peace Corp) ซาบาห์ บนเกาะบอร์เนียว ด้วยความที่ท่านสนใจในพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้เดินทางมายังประเทศไทยในปี 1966 (พ.ศ. 2509) เพื่อหาทางเข้าสู่ชีวิตอนาคาริก (ผู้ไม่ครองเรือน) ท่านได้บวชเป็นสามเณรที่จังหวัดหนองคายและอุปสมบทเป็นพระภิกษุในอีกหนึ่งปี ต่อมา โดยมีท่านเจ้าคุณพระราชปรีชาญานมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ ไม่ช้านานหลังจากที่ท่านได้บวชเป็นพระภิกษุ ในปี พ.ศ. 2510 ท่านอาจารย์สุเมโธ ได้ยินกิติศัพท์ความเคร่งครัดในข้อวัตรปฏิบัติของท่านพระอาจารย์ชา (สุภัทโท) แห่งวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านจึงกราบลาพระอุปัชฌาย์ของท่านที่จังหวัดหนองคาย เดินทางมาฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อชา ซึ่งท่านได้เมตตารับไว้ แต่ตั้งเงื่อนไขว่า...

"ท่านจะมาอยู่กับผมก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าผมจะไม่หาอะไรมาบำรุงท่านให้ได้ตามอยาก ท่านต้องทำตามระเบียบข้อวัตร เหมือนที่พระเณรไทยเขาทำ"

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ป่าพง ท่านอาจารย์สุเมโธได้รับการฝึกฝนเคี่ยวเข็ญด้วยอุบายต่าง ๆ จากหลวงพ่อชา ท่านเล่าให้ฟังว่า

"บางครั้งหลวงพ่อจะดุหรือตักเตือนผม ในที่สาธารณะ ทำให้ผมอายมาก บางครั้งท่านเล่า ให้โยมทั้งศาลาฟังเรื่องที่ผมทำไม่สวย ไม่งาม เช่น การฉันข้าวด้วยมือเปล่าแต่เปิบไม่เป็น ขยุ้ม อาหารขึ้นมาเต็มกำมือแล้วโปะใส่ปาก ใส่จมูกเลอะเทอะไปทั้งหน้า พระเณรและโยมหัวเราะกัน ลั่นศาลา ผมนั้นทั้งโกรธทั้งอาย แต่ก็ทนได้ และพิจารณาว่า นี่เป็นความกรุณาของหลวงพ่อที่ช่วย เปิดเผยความเย่อหยิ่งของผม ซึ่งมันเป็นจุดบอดที่เรามักจะมองไม่เห็น และยังเป็นอุบายที่ท่านจะ ทดสอบอารมณ์เราว่า มีพื้นฐานที่จะรองรับธรรมะได้มากน้อยแค่ไหน..."

ทุกเช้าเวลาหลวงพ่อ กลับจากบิณฑบาต จะมีพระเณรหลายองค์ไปรอล้างเท้าท่าน ระยะ แรก ๆ ที่ผมไปอยู่วัดป่าพง เห็นกิจวัตรนี้ทีไร ก็นึกค่อนขอดพระเณรเหล่านั้นอยู่ในใจ แต่พออยู่นาน เข้า ผมก็เป็นไปด้วย เช้าวันหนึ่งก่อนที่ผมจะรู้ตัวว่าเป็นอะไร ผมก็ปราดเข้าไปอยู่หน้าพระเณรองค์ อื่นเสียแล้ว ขณะก้มลงล้างเท้าถวายท่าน ผมได้ยินเสียงนุ่ม ๆ กลั้วเสียงหัวเราะของหลวงพ่อว่า "สุเมโธ ยอมแล้วเหรอ..."

"เช้าวันหนึ่ง ผมกำลังกวาดใบไม้ที่ลานวัด อารมณ์ไม่ดี รู้สึกหงุดหงิดขัดเคือง และรู้สึกว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่วัดป่าพงเจอแต่ทุกข์ พอดีหลวงพ่อเดินตรงมายังผม ท่านยิ้มให้พร้อมกับพูดว่า "วัด ป่าพงทุกข์มาก!" แล้วท่านก็เดินกลับไป ผมสงสัยว่าทำไมหลวงพ่อพูดอย่างนี้ กลับไปกุฏิ พิจารณา ได้สติว่า ทุกข์ไม่ได้เกิดจากวัดป่าพง แต่เกิดจากจิตใจเราเอง..."

ต่อมาปี พ.ศ. 2513 ได้มีชาวอเมริกันอีกสองคนเข้ามาบวชที่วัดหนองป่าพง แต่อยู่ได้ราว หนึ่งปีทั้งคู่ก็ลาสิกขาไป คนหนึ่งเป็นนักเขียนได้จดบันทึกคำสอนของหลวงพ่อ แล้วนำไปพิมพ์ เผยแพร่ ทำให้ชื่อเสียงของหลวงพ่อเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวต่างประเทศยิ่งขึ้น ส่วนอีกคนเป็นนักจิตวิทยา ชอบวิพากษ์ครูบาอาจารย์ต่าง ๆ เว้นไว้แต่หลวงพ่อองค์เดียวที่เขาเคารพเทิดทูนมาก หลังลาสิกขาบท เมื่อได้พบชาวต่างประเทศที่กำลังแสวงหาครูอาจารย์ เขามักแนะนำให้มาพบกับ หลวงพ่อ ทำให้พระฝรั่งในวัดหนองป่าพงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆผู้คนที่มาวัดหนองป่าพง ต่างทึ่งที่เห็นพระฝรั่งปฏิบัติกรรมฐานเคร่งครัดอยู่เคียงข้างกับ พระไทย จึงเกิดความสงสัยว่า หลวงพ่อสอนชาวต่างประเทศได้อย่างไร ในเมื่อท่านไม่คุ้นเคยกับ ภาษาอังกฤษ และลูกศิษย์ฝรั่งเองก็ไม่คุ้นเคยภาษาไทย หลวงพ่อชี้แจงว่า

"ที่บ้าน โยมมีสัตว์เลี้ยงหรือเปล่า อย่างหมา แมว หรือวัวควายอย่างนี้ เวลาฝึกหัดมัน โยม ต้องรู้ภาษาของมันด้วยไหม?...

""ถึงแม้มีลูกศิษย์เมืองนอกมา อยู่ด้วยมาก ๆ อย่างนี้ ก็ไม่ได้เทศน์ให้เขาฟังมากนัก พาเขา ทำเอาเลย ทำดีได้ดี ถ้าทำไม่ดีก็ได้ของไม่ดี พาเขาทำดู เมื่อเขาทำจริง ๆ ก็เลยได้ดี เขาก็เลย เชื่อ..."

ครั้งหนึ่งเมื่อถูกถามปัญหาเช่นนี้ ท่านตอบแบบขำ ๆ ว่า

"ไม่ยากหรอกดึงไปดึงมาเหมือน ควาย เดี๋ยวมันก็เป็นเท่านั้นแหละ"

ศิษย์ชาวออสเตรเลี่ยนรูปหนึ่งเล่าถึง บทเรียนอันดุเดือดว่า

"วันหนึ่งผมมีเรื่องขัดใจกับพระรูปหนึ่ง รู้สึกโกรธ หงุดหงิดอยู่ทั้งวัน รุ่งเช้าไปบิณฑบาต ก็เดินคิดไปตลอดทาง ขากลับเดินเข้าวัดพอดีสวนทางกับหลวงพ่อ ท่านยิ้มและทักผมว่า "กู๊ด มอร์นิ่ง" ซึ่งทำให้อารมณ์ของผมเปลี่ยนทันที จากความหงุดหงิดกลายเป็นปลื้มทันที

ถึงเวลาสวดมนต์ทำวัตรเย็น หลวงพ่อให้ผมเข้าไปอุปัฏฐาก ถวายการนวดที่กุฏิของท่าน ผมรู้สึกตื่นเต้นดีใจมากกับโอกาสที่หาได้ยากเช่นนั้น เพราะเราเป็นพระใหม่ แต่ขณะที่กำลังถวาย การนวดอยู่อย่างตั้งใจ หลวงพ่อก็ถีบเปรี้ยงเข้าที่ยอดอกที่กำลังพองโตของผมจนล้มก้นกระแทกพื้น ท่านดุใหญ่เลยว่า "จิตไม่มั่นคง พอไม่ได้ดังใจก็หงุดหงิดขัดเคือง เมื่อได้ตามปรารถนาก็ ฟูฟ่อง" ผมฟังท่านดุไปหลาย ๆ อย่างแล้ว ก็ไม่โกรธและไม่เสียใจ รู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของท่าน ที่ช่วยชี้ กิเลสของเรา ไม่เช่นนั้น เราคงเป็นคนหลงอารมณ์ไปอีกนาน..."

นอกจาก จริยาวัตรอันงดงามของหลวงพ่อแล้ว บรรยากาศของวัดหนองป่าพงและกิริยา มารยาทของพระเณร ยังเป็นแรงดลใจให้ผู้มาพบเห็นเกิดความศรัทธาอย่างยิ่ง ดังท่านอาจารย์ ชาวต่างชาติรูปหนึ่งเล่าว่า"พอผ่านเข้าประตูวัดหนองป่าพงเป็นครั้งแรก ก็เกิดความประหลาดใจ และความประทับใจ ก็เกิดขึ้น เมื่อเห็นบริเวณสถานที่ แม้จะเป็นป่ามีต้นไม้หนาแน่น แต่ทางเดินก็ดูสะอาด ไม่มีอะไร เกะกะสายตา

จาก นั้นก็ไปเห็นกุฏิศาลาสะอาดเรียบร้อยที่สุด รู้สึกว่าวัดหนองป่าพงนี่ ระเบียบวินัยดี มากจริง ๆ พอตกตอนเย็นเห็นพระเณรออกมาทำกิจ ท่านเรียบร้อยดี มีกิริยาสำรวมไม่ตื่นเต้น อะไรเลย ผมเคยไปวัดอื่น พอพระเณรเห็นพวกฝรั่งก็ปรี่เข้าหา เข้ามาพูดภาษาอังกฤษ ถามรู้เรื่อง บ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ทำเหมือนกับว่า พวกฝรั่งมีอะไรดีอย่างนั้น...แต่ที่วัดหนองป่าพง บรรดาพระสงฆ์ ญาติโยม ผ้าขาว แม่ชี ไม่เห็นมีใครสนใจกับฝรั่ง อย่างผม ท่านนั่งก็สำรวม เดินก็สำรวม มีกิจอะไรต้องทำก็ทำไป ถามก็เงยหน้ามาพูดด้วย ไม่มี อาการตื่นเต้นอะไรเลย มีความรู้สึกว่า ท่านเหล่านี้ต้องมีของดีแน่ เกิดศรัทธาขึ้นมาก..."

เจ็ดพรรษาผ่านไป ท่านสุเมโธได้รับอนุญาตให้ไปไหนมาไหนได้ตามลำพัง ในปี พ.ศ. 2510 ท่านจึงเดินทางไปยังประเทศอินเดีย จาริกไปตามที่ต่างๆ เป็นเวลาห้าเดือน ปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด ถือธุดงค์วัตร ไม่รับเงิน ไม่สะสมอาหาร ฉันมื้อเดียวก่อนเที่ยง และฉันในบาตร อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ในประเทศอินเดียกระตุ้นให้ท่านสุเมโธกลับ มาอยู่กับท่านอาจารย์อีก อุทิศกายใจและรับใช้ท่านอาจารย์ต่อไป ไม่ปรากฏเป็นหลักฐานว่าท่านอาจารย์ชาท่านมีปฏิกิริยาต่อกรณีย์นี้อย่างไร อาจจะเป็นเพียงยิ้มน้อยๆ เท่านั้น แต่ในพรรษาที่แปด ท่านสุเมโธได้รับมอบหมายให้ไปจัดตั้งวัดสาขาอีกแห่งหนึ่ง เฉพาะ สำหรับพระภิกษุชาวตะวันตก ณ ป่าช้าแห่งหนึ่งในตำบลบุ่งหวาย ไม่ไกลจากวัดหนอง ป่าพงเท่าใดนัก

เวลาผ่านไปพร้อมกับอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ในที่สุดท่านสุเมโธก็ได้เป็นหัวหน้า สงฆ์ที่วัดนั้น และได้พัฒนาวัดจนเป็นที่นิยมของชาวบ้านในท้องถิ่นนั้น ตลอดจนผู้คน จากที่ต่างๆ เช่นจากกรุงเทพมหานคร เป็นต้น เขาเหล่านั้นสนใจมากที่เห็นชาว ตะวันตกยอมสละถิ่นฐาน ทรัพย์สมบัติ ความสุขสบาย ตลอดจนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในยุโรปและอเมริกา มาใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบากแบบนักพรต หรือฤๅษีในชนบทที่กันดารของประเทศไทย อย่างไรก็ดี วัดป่านานาชาติแห่งนี้ได้เจริญมาเป็นลำดับ มีผู้คนมาให้ความสนับสนถุน และจำนวนพระภิกษุก็เพิ่มขึ้น

ปีพ.ศ. 2518 จำนวนศิษย์ชาวต่างประเทศในวัดหนองป่าพงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลวงพ่อจึงตั้ง วัดป่านานาชาติขึ้นที่ป่าช้าบ้านบุ่งหวาย ซึ่งอยู่ห่างจากวัดหนองป่าพงราว 7-8 กิโลเมตร เพื่อปู พื้นฐานให้พระชาวต่างชาติได้รู้จักปกครองกันเอง โดยมอบให้ท่านอาจารย์สุเมโธดูแลประธานสงฆ์วัดป่านานาชาติในสมัยแรก ประสบปัญหาในการปกครองหมู่คณะมาก เพราะ คนฝรั่งมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และกล้าแสดงออก จึงสร้างปัญหาให้ประธานสงฆ์ต้องเป็นทุกข์ เสมอ เมื่อเรื่องถึงหลวงพ่อท่านจะแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายละวางทิฐิมานะ ให้ปรับปรุงตัวเองให้ดี ขึ้น สำหรับประธานสงฆ์ หลวงพ่อจะแนะนำวิธีปกครองให้ว่า

"ถ้าลูกศิษย์ของเรามีเรื่องขัดแย้ง กัน ก็ให้พิจารณาให้ดี อย่าตัดสินว่าผู้มาใหม่ไม่ดี อย่าไปว่าคนนั้นดี คนนี้ไม่ดี ต้องใช้เวลาดูไปนาน ๆ ก่อน ดุอุปนิสัยของเขาไปนาน ๆ อย่าไปคิดว่า ดีหรือไม่ดีเลยทันที เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ แน่นอน ต้องใช้เวลาดูไปก่อน..."

ศิษย์ชาวต่างประเทศ ต่างเคารพปัญญาบารมีของหลวงพ่อเป็นอย่างยิ่ง ท่านเต็มไปด้วย เมตตาธรรม และอารมณ์ขัน เบิกบานแจ่มใสอยู่เป็นนิจ มีความสามารถพิเศษในการสื่อสาร และ แก้ปัญหาแก่ศิษย์ได้อย่างดีเยี่ยม ชาวต่างประเทศจึงเกิดศรัทธาเข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรมที่ วัดหนองป่าพงและวัดป่านานาชาติ เป็นจำนวนเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ในพรรษา ที่สิบ ปี พ.ศ. 2519 ท่านอาจารย์สุเมโธ ได้รับอนุญาตให้ไปเยี่ยม โยมบิดามารดาที่สหรัฐอเมริกา ขากลับได้มาแวะที่กรุงลอนดอน เดิมทีท่านจะขอเข้าพัก ที่วัดพุทธประทีป ที่วิมเบิลดัน แต่ที่วัดไม่มีที่ให้พัก ท่านจึงติดต่อกับนายยอร์ช ชาร์ป ประธานมูลนิธิสงฆ์อังกฤษและเป็นผู้ดูแลพุทธวิหารในแฮมสเตด ท่านประธานฯ จึงจัด ให้พักที่พุทธวิหารแห่งนั้นเป็นการชั่วคราวขณะพักอยู่ที่พุทธวิหารแห่งนั้น สมาชิกมูลนิธิกิจการสงฆ์แห่งอังกฤษ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้จัดตั้ง พุทธวิหาร ได้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในปฏิปทาของท่านอาจารย์สุเมโธ จึงนิมนต์ให้ท่านพำนักอยู่ เพื่อเป็นผู้นำในการประพฤติปฏิบัติ ท่านอาจารย์สุเมโธไม่ได้ตอบรับคำ แต่ได้ชี้แจงว่าจะนำ เรื่องนี้ไปกราบเรียนหลวงพ่อชา ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์เสียก่อน

ดัง นั้น เมื่อท่านสุเมโธกลับไปแล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ประธานมูลนิธิฯ คือนายยอร์ช ชาร์ป ก็เดินทางไปยังประเทศไทย เพื่อ นิมนต์พระสงฆ์ไปเผยแผ่พุทธธรรม และพิจารณาความเป็นไปได้ของการจัดตั้งสำนักสาขาใน ประเทศอังกฤษ และได้เดินทางไปยังวัดป่าทางภาคอีสาน ติดต่อกับสองสำนักพระอาจารย์ใหญ่ คือท่านอาจารย์ มหาบัว และท่านอาจารย์ชา เพื่อขอให้ส่งลูกศิษย์ซึ่งเป็นพระป่าไปอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ สำหรับท่านอาจารย์มหาบัวนั้นเคยไปเยี่ยมที่พุทธวิหารแฮมสเตดมาแล้ว คงได้เห็นความ ยุ่งยากนานาประการในประเทศที่ผู้คนยังไม่เข้าใจในระเบียบปฏิบัติของพระสงฆ์ ทั้งยัง ไม่แจ่มแจ้งในความสัมพันธ์ระหว่างสงฆ์กับฆราวาส อีกทั้งพุทธวิหารนั้นเล่าก็เป็นเพียง ทาวน์เฮาส์เล็กๆ อยู่ตรงข้ามกับร้านขายเหล้า ตั้งอยู่บนถนนใหญ่ในย่านจอแจของกรุง ลอนดอน ไม่เหมาะที่พระป่าจะไปอาศัยอยู่ ท่านจึงลังเลใจ

ส่วนหลวงพ่อชา ท่านไม่ได้รับนิมนต์ทันที แต่อนุญาตให้ประธานมูลนิธิฯ พำนักอยู่ที่วัดหนองป่าพง ระยะหนึ่ง โดยให้ปฏิบัติตนเหมือนคนวัด คือ พักที่ศาลา กินข้าวในกะละมังวันละมื้อ และทำ กิจวัตรเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ เพื่อให้ทำความเข้าใจในความเป็นอยู่ของพระป่า รวมทั้งเพื่อทดสอบ ดูความอดทนและความจริงใจกันก่อน เมื่อพิจารณาเห็นว่ามีเจตนามุ่งมันจริง หลวงพ่อจึงรับ นิมนต์จากประธานมูลนิธิฯ นั้น

5 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 หลวงพ่อชาได้เดินทางไปเผยแผ่พุทธธรรมที่ประเทศอังกฤษ โดยมี ท่านอาจารย์สุเมโธ เป็นผู้ติดตาม ในการมาเยือนครั้งนั้น ท่านอาจารย์ชาได้บันทึกไว้ในสมุดบันทึกด้วยลายมือของท่าน ดังได้ คัดมาบางตอนว่า

15 พฤษภาคม 2520 วันนี้ประมาณ 7 โมงเช้า เราได้นั่งอยู่ในที่สงบเงียบจึงได้เกิดความรู้ ในการภาวนาหลายอย่าง เราจึงได้หยิบเอาสมุดปากกาขึ้นมาบันทึกไว้ภายในวิหารธรรมประทีป ด้วยความเงียบสงบ ธรรมะที่เกิดขึ้นนี้เราเรียกว่า "มโนธรรม" เพราะเกิดขึ้นด้วยการปรากฏในส่วนลึกของใจว่า การที่มาบวชเจริญรอยตามพระพุทธองค์นั้นเรายังไม่ได้ทำอะไร ๆ ได้เต็มที่ เพราะยังบกพร่องอยู่ หลายประการอันเกี่ยวแก่พุทธศาสนาคือ หนึ่งสถานที่ สองบุคคล สามกาลเวลา เราจึงได้คิดไปอีก ว่าเมื่อสร้างประโยชน์ตนได้เป็นที่พอใจแล้ว ให้สร้างประโยชน์บุคคลอื่น จึงจะได้ชื่อว่า กระทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

ดังนั้น จึงมีความเห็นว่า กรุงลอนดอนนี้แห่งหนึ่งจัดเรียกได้ว่าเป็นปฏิรูปเทศ คือประเทศ อันสมควรในการที่จะประกาศพระศาสนา จึงได้จัดให้ศิษย์ฝรั่งอยู่ประจำเพื่อดำเนินงาน พระศาสนาต่อไป

วิธี สอนธรรมนั้นให้เป็นไปในทำนองที่ว่า ทำน้อยได้มาก ทำมากได้น้อย ให้เห็นว่าความเย็น อยู่ในความร้อน ความร้อนอยู่ในความเย็น ความผิดอยู่ในความถูก ความถูกอยู่ในความผิด ความสุขอยู่ในที่ความทุกข์ ความทุกข์อยู่ที่ความสุข ความน้อยอยู่ที่ความใหญ่ ความใหญ่อยู่ที่ ความน้อย สกปรกอยู่ที่สะอาด สะอาดอยู่ที่สกปรก อย่างนี้เสมอไป นี้เรียกว่า สัจธรรม หรือ สัจศาสตร์



เมื่อท่านกลับไป ท่านจึงให้ท่านสุเมโธกับศิษย์พระฝรั่งอีกสามรูปอยู่ต่อไปที่แฮมสเตด โดยมีเงื่อนไขว่า มูลนิธิฯ ต้องจัดหาสถานที่ๆ เป็นป่าอันเหมาะสม ให้ลูกศิษย์ของท่านอาศัยปฏิบัติธรรม และเผยแพร่พระศาสนาต่อไป

ในปี แรกนั้น มีแต่ความทุกข์ยากเป็นอันมาก ลองนึกภาพดูก็จะเห็นได้ว่า "พระภิกษุนั้น แม้ท่านจะเป็นพระฝรั่ง แต่ท่านมาจากวัดหนองป่าพง ซึ่งเป็น "วัดป่า" ท่านเคยชินกับการอยู่ป่า อันเป็นที่วิเวก ร่มรื่น ปลอดโปร่ง ห่างไกลจากผู้คนและสิ่ง รบกวนจากภายนอก ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนเคารพกราบไหว้ และนำของมาถวาย แต่แล้วเอาท่านมาอยู่ในห้องแคบๆ อับๆ ในย่านจอแจของเมืองหลวงใกล้กับร้านขายเหล้า

อีกทั้งสภาพอากาศในบาง ฤดูของกรุงลอนดอนก็ย่ำแย่ เวลาออกบิณฑบาตก็ไม่มีคนใส่ บาตร บางครั้งยังมีคนมาพูดจาดูหมิ่นถากถาง หาว่าเป็นขอทาน เป็นต้น ประกอบกับ ในคณะกรรมการมูลนิธิฯ เองที่นิมนต์ท่านมา ก็มีความขัดแย้งกันในเรื่องการหาสถานที่ อันเหมาะสม และบทบาทของพระสงฆ์ซึ่งควรจะปรับอย่างไรให้เข้ากับสภาพสังคมของ คนอังกฤษ เกิดความสับสนจนบางคนคิดว่า ในประเทศเช่นนี้ บางทีพระอาจจะไม่ เหมาะที่จะไปอยู่ในป่า ดังนี้แล้ว จึงเห็นได้ว่า เป็นระยะเวลาที่มีแต่ความยุ่งยากลำบาก มาก บุคคลทั่วไปอาจเกิดความท้อแท้ได้ง่ายๆ อย่างไรก็ดี ท่านสุเมโธกับคณะผู้ได้รับ การฝึกให้มีความอดทนและตั้งมั่นอยู่ในพระวินัย ก็สามารถอยู่ต่อไปด้วยความสงบ อาจ "ถือได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่ท่านใช้ฝึกขันติธรรมและการ "ปล่อยวาง" ไปด้วยในตัว"

กิจวัตร ประจำวันของพระภิกษุคงดำเนินไปตามแบบที่เคยปฏิบัติอยู่ในเมืองไทย เช่นสวดมนต์เช้า-เย็น สนทนาธรรมและแนะนำการฝึกกรรมฐาน แก่ผู้ที่สนใจสมัครมา รับการฝึก ณ พระวิหารแห่งนั้น ออกบิณฑบาตทุกเช้าแม้จะไม่ได้อาหาร ท่านอาจารย์ ชาเคยสอนว่า การออกบิณฑบาตนั้น มิใช่มุ่งจะเอาแต่ "อาหาร" แต่มุ่งเอา "คน" หมายความว่า ในการออกเดินไปตามถนน อาจมีบางคนที่เขาสนใจอยากจะรู้ จะเข้ามา ทักทายสอบถามว่าเป็นใคร มาทำอะไรที่นี้ นับถือศาสนาอะไร เป็นต้น ก็จะเป็นโอกาส ได้ชี้แจงให้เข้าใจพอสมควร และจะได้เชื้อเชิญให้มาฟังคำอธิบายอย่างละเอียด และฝึกกรรมฐานที่พระวิหารต่อไป

ในฤดูใบไม้ผลิของปี พ.ศ.2521 มีสิ่งอัศจรรย์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือเช้าวันหนึ่ง ท่านสุเมโธออกบิณฑบาตอันเป็นกิจวัตรของท่าน แถวแฮมสเตดฮีธ ไปเจอกับนักวิ่งออก กำลังกายผู้หนึ่ง นักวิ่งผู้นี้เกิดประทับใจในท่าทางของพระภิกษุ จึงเข้ามาสนทนาด้วย ท่านผู้นี้ได้ซื้อป่าไว้แห่งหนึ่ง ชื่อว่า แฮมเมอรวูด อยู่ในแคว้นซัสเซกส์ เนื้อที่ประมาณ 370 ไร่ โดยตั้งใจจะบำรุงรักษาให้คงสภาพป่าอย่างสมัยก่อน แต่ท่านก็เข้าใจดีว่า งานเช่นนี้เหลือกำลังที่คนๆ เดียวจะทำได้ แม้ท่านจะไม่ได้เป็นพุทธศาสนิกชน ท่านก็ มีใจกว้างพอที่จะเล็งเห็นว่าพระภิกษุคณะนี้ น่าจะเป็นผู้ดูแลรักษาป่าได้เป็นอย่างดี

ท่านสมัครเข้ารับการฝึก กรรมฐานที่ท่านสุเมโธจัดขึ้นที่ศูนย์พุทธศาสนาโอ็คเคนโฮลท์ ใกล้เมืองอ๊อกฟอร์ด แล้วในที่สุด ท่านก็ยกป่าแห่งนี้ให้แก่คณะสงฆ์ ถือได้ว่า สถานที่ๆ จะเป็นวัดป่าในประเทศอังกฤษได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว ณ บัดนั้น

แม้จะได้ป่ามาแล้วก็เข้าไปอยู่ไม่ได้ เพราะยังติดขัดด้วยกฎหมายของประเทศอังกฤษ ที่ห้ามไม่ให้สร้างอาคารถาวรขึ้นในป่า ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2521 ท่านสุเมโธและ คณะจึงต้องจำพรรษา ณ ศูนย์พุทธศาสนาที่โอ็คเคนโฮลท์ และปล่อยให้คณะกรรมการ มูลนิธิฯ แก้ปัญหาต่อไป

ต้นปี พ.ศ. 2522 ท่านอาจารย์ชาเดินทางมาประเทศอังกฤษ เพื่อจะดูความ เป็นอยู่ของลูกศิษย์ของท่าน พอดีในช่วงนั้น นายยอร์ช ชาร์ป ได้ข่าวการบอกขายบ้านใหญ่หลังหนึ่ง ใกล้ๆ กับป่าแฮมเมอร์วูด บ้านหลังนี้มีชื่อว่า บ้านชิตเฮิสต์ การซื้อบ้าน หลังนี้เป็นการเสี่ยงมาก จึงยังไม่มีมติเป็นเอกฉันท์ในคณะกรรมการฯ เพราะเงินที่จะ ซื้อบ้านนั้น จะต้องได้มาจากการขายพุทธวิหาร และทาวน์เฮาส์ใกล้เคียง ซึ่งได้ค่าเช่าเป็นประจำมาเป็นค่าใช้จ่ายของมูลนิธิฯ ประกอบกับบ้านหลังนี้ทรุดโทรมมาก ไม่แน่ใจ ว่าจะเข้าไปอยู่ได้หรือไม่ มีการถกเถียงกันอยู่ เมื่อท่านอาจารย์ชามาเห็นสภาพการณ์ เช่นนั้น ท่านก็ปรารภว่า ท่านเห็นจะต้องนำลูกศิษย์ของท่านกลับเมืองไทย ท่านปรารภ แล้วท่านก็เดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกา ในที่สุด มูลนิธิฯ ก็ตัดสินใจซื้อบ้านชิตเฮิสต์ และในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2522 ได้รวบรวมข้าวของขนใส่รถ เดินทางออกจาก กรุงลอนดอน มุ่งสู่ซัสเซกส์

บ้าน ชิตเฮิสต์ ทรุดโทรมจริง ๆ ชำรุดเสียหายจนไม่สามารถเข้าไปอยู่ได้ เมื่อ เข้าไปดูครั้งแรก ปรากฏว่าในจำนวนห้องทั้งหมดประมาณยี่สิบห้องนั้น ที่จะซ่อมแซม ให้พอใช้การได้มีเพียงสี่ห้องเท่านั้น ไฟฟ้าก็ไม่มี หลังคารั่ว พื้นผุพัง ท่อน้ำแตก น้ำไหลเปรอะผนังตึก กัดผนังกร่อนเป็นแถบๆ มีสัพเพเหระเก่าๆ สมัยก่อนสงครามโลก ทับถมอยู่เต็มภายในบ้าน อาคารภายนอกหลังเล็กหลังน้อยก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมใช้การ ไม่ได้เลย หญ้าขึ้นรกเป็นป่า มีรถยนต์ผุๆ จมดินระเกะระกะอยู่ทั่วบริเวณ

ในสภาพ เช่นนี้ คณะที่อพยพมาด้วยกันไม่มีทางเลือก นอกจากจะต้องช่วย กันบูรณะซ่อมแซมต่อไป ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็ตีตัวจากไป ที่เหลืออยู่ก็ก้มหน้าลงมือทำงาน และเป็นงานที่ต้องลงแรงทำกันเองทั้งสิ้น

ฤดู ร้อนปีนั้นอากาศแจ่มใส มีอาสาสมัครผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยทำงานกัน อย่างหนักแต่ร่าเริงสนุกสนาน ได้อาศัยพักอยู่ในกระโจมเป็นการชั่วคราวไปก่อน ใน พรรษานั้น พุทธบริษัทที่มาอยู่ ณ ที่นั้น มีพระภิกษุหกรูป สามเณรสองคน อนาคาริก แปดคน มีสตรีที่เข้ามาฝึกเตรียมจะบวชเป็นแม่ชีสี่คน กับฆราวาสสามสี่คนที่ผลัดเปลี่ยนกันมาอยู่เป็นระยะๆ สำหรับแม่ชีนั้นได้ใช้กระท่อมหลังเล็กๆ รกล้ป่าแฮมเมอร์วูด เป็นที่พัก สถานพำนักจิตแห่งนี้ ได้ค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ และสำนักแม่ชี ในเวลาต่อมา

สถานีวิทยุ บี.บี.ซี. ออกอากาศบทความเรื่อง “พระพุทธองค์เสด็จสู่ซัสเซกซ์แล้ว" ก่อให้เกิดความสนใจขึ้นในหมู่ชนทั่วไป ในชั้นแรกนั้น คนในท้องถิ่นยังมีความแคลงใจ อยู่ บางคนรังเกียจ คิดว่าเป็นการรุกรานของพวกนอกศาสนา คือพวกไม่มีพระเจ้า หลงใหลบูชารูปปั้น และเที่ยวเดินภิกขาจารไปตามท้องถนน แต่หลังจากที่ได้ทำความ เข้าใจกัน และได้เห็นความเคร่งครัดในพระวินัย ประพฤติปฏิบัติในทางที่ไม่เป็นพิษ เป็นภัยต่อผู้ใด สุภาพสงบเสงี่ยมและถ่อมตน ความเข้าใจอันดี จึงเกิดขึ้น ในที่สุด คณะ กรรมการบริหารตำบลได้ยินยอมรับฐานะของวัดชิตเฮิสต์ ให้มีอิสระที่จะฝึกอบรมพระภิกษุสามเณร และแม่ชีได้ และสามารถดำเนินชีวิตตามวิถีทาง และขนบประเพณีของวัด ในพระพุทธศาสนา

คำ รับรอง หรือคำอนุญาตนี้ตกมาใน พ.ศ.2524 แต่มาถึงช่วงนั้น วัดได้พัฒนา ไปแล้วหลายๆ ด้าน จากการทำงานกันอย่างหนักในฤดูร้อนของปี พ.ศ. 2522 ได้ดัด แปลงเป็นห้องครัวขึ้นห้องหนึ่ง แต่ต้องทนต่อความหนาวเหน็บตลอดฤดูหนาว จนกว่า จะได้เตาฟืนมาใช้ในเดือนมีนาคมของปี พ.ศ.2523 เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ตัวตึก ได้ดัดแปลงส่วนหนึ่งของอาคาร โดยรื้อพื้นและประตูหน้าต่างตั้งชั้นล่างจดชั้นบน แล้วสร้าง เป็นห้องพระ ตลอดฤดูหนาวครั้งที่สอง งานต้องหยุดชะงักเพราะขาดปัจจัย ท่านสุเมโธ จึงตัดสินใจว่าเป็นโอกาสอันดีที่ได้หยุดงานแล้วพากันปฏิบัติธรรมกันอย่าง จริงจัง หรือ เรียกกันว่า รีทรีต (Retreat) เลยกลายเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันสืบมา

ในตอนท้าย ของระยะการปฏิบัติธรรมนี้ คือในเดือนกุมภาพันธ์ปี พ.ศ.2524 พระพุทธองค์ได้เสด็จ มาสู่ซัสเซกซ์ โดยมาในรูปพระพุทธปฏิมาประธาน น้ำหนักครึ่งตัน ซึ่งพุทธบริษัทในประ เทศไทยได้กรุณาส่งมาให้ ทำให้ทุกคนมีกำลังใจลงมือทำงานกันต่อไปโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และในวันก่อนวันอาสาฬหบูชา ห้องพระก็เสร็จเรียบร้อย พร้อมกับมีพระพุทธปฏิมาประดิษฐานอยู่อย่างสง่างาม

ในช่วง แรกๆ นั้น นอกจากจะมีการปฏิบัติธรรมระยะสั้น เวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการทำงาน บางครั้งต้องทำจนดึกดื่นเพื่อให้งานเสร็จ ครั้งหนึ่งทำนบใกล้กระท่อมทำท่าจะพัง จึงต้องเร่งซ่อมแซมเป็นการด่วน บางคนเหนื่อยและบ่นว่าไม่มีเวลาทำสมาธิภาวนา แต่ ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าช่วงนั้นเป็นระยะเวลาแห่งการเริ่มต้น อันที่จริงแล้ว เป็นเวลาที่ดี มากในการฝึกพระวินัย มีการอบรมสั่งสอนที่ดี มีการสนับสนุนพอสมควร และมีคณะ สงฆ์ที่เป็นปึกแผ่นมั่นคง

ขณะนี้ เลขานุการของท่านสุเมโธ แทนที่จะจดลงไปว่า มีกิจรับนิมนต์ไปข้างนอกวันไหนบ้าง กลับต้องบันทึกว่า ท่านอยู่วัดวันไหน ได้มีความเข้าใจมากขึ้นถึงความจริง และความรับผิดชอบในวิถีดำเนินชีวิตของพระสงฆ์ทั้งในหมู่ผู้ที่สมัครจะเข้ามา บวชและ ฆราวาสทั่วไป และเป็นที่แน่นอนแล้วว่าวิถีชีวิตเช่นนี้ สามารถจะดำเนินไปได้ในประเทศอังกฤษ

พระสุเมธาจารย์ คณะสงฆ์ และสานุศิษย์ของท่านได้ปฏิบัติหน้าที่เผยแผ่ธรรมอย่างเข้มแข็ง ได้ผลดี เป็นที่น่าชื่นชมยิ่งนัก มีชาวตะวันตกประกาศตนเป็นพุทธมามกะเพิ่มขึ้นเป็นสถิติสูงมาก จนอาจกล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทสายวัดป่าจากประเทศไทยได้รับการประดิษฐานเป็นอย่างดี ในโลกตะวันตก มิใช่แต่เฉพาะในประเทศอังกฤษเท่านั้น การเจริญเติบโตของทางวัดยังได้ขยายไกล ออกไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี

ที่มา : http://www.dharma-gateway.com


จากปากคำของฝรั่งที่มาบวชใน พระพุทธศาสนา

"พระสุเมธาจารย์ (โรเบิร์ต สุเมโธ)”




ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน 4 ม.ค. 47

โพสท์ ในพันทิป ห้องสมุด [ศาสนา-ปรัชญา] กระทู้ที่ K2619375 โดย คุณ : ไพร่ฟ้า หน้าดำ - [ 11 ม.ค. 47 ]


ครั้ง เรียนธรรมกับหลวงพ่อชา

"การปฏิบัติของเราที่หลวงพ่อชาสอนใน สมัยก่อน ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลฯ เราก็นึกถึงแต่หลวงพ่อชานี่ก็เป็นความจำที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ตอนที่อยู่กับหลวงพ่อชาก็ได้ผลในเรื่องของการปฏิบัติ เพราะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่จะแนะนำทางที่จะปลดทุกข์ได้ แรกๆ เราก็อยู่กับหลวงพ่อชา ปี 2510 ตอนนั้นเราไม่รู้ภาษาไทย และภาษาอีสาน ท่านหลวงพ่อก็เทศน์เป็นภาษาอุบล ฯ แล้วเราก็ไม่รู้เรื่อง

"แรก ๆ ก็นั่งฟังหลวงพ่อท่านเทศน์หลายชั่วโมง ด้วยความที่เราเป็นพระฝรั่ง เราจึงขอว่าช่วงที่หลวงพ่อเทศน์นั้นเราจะกลับกุฏิ ไปทำสมาธิในกุฏิดีกว่า แต่หลวงพ่อไม่อนุญาต บอกว่าต้องอยู่ต้องอดทนฟังเทศน์ ท่านก็บังคับให้ให้อยู่

"อารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตของเราเองแทนที่จะ ยอมเพราะเรื่องภาษา ก็เป็นอุปสรรค อาจารย์ชาก็พูดภาษาอังกฤษไม่เป็น พระสุเมโธก็พูดภาษาไทยไม่เป็น หลวงพ่อชาจะสอนพระฝรั่งอย่างไร แต่ท่านก็มีอุบาย มีความสามารถที่จะให้เราพิจารณาอารมณ์ที่เกิดขึ้น และท่านบอกว่าพระสุเมโธความอดทนมันน้อยไป เป็นคนอเมริกัน วัฒนธรรมอเมริกันเป็นวัฒนธรรมที่ชอบทำอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่คนที่อดทนต่ออะไร และท่านก็บอกว่าพระสุเมโธไม่เข้าใจภาษาไทยก็ไม่เป็นไร แต่ให้อดทนกับอารมณ์ที่เกิดขึ้น

"เบื่อแล้วก็เกิดอารมณ์โกรธ โมโหอย่างนี้ แล้วก็เราก็คิดแบบคนอเมริกันด้วย สงสารตัวเองว่าเราเป็นฝรั่งไม่รู้ภาษา หลวงพ่อชายังจะให้เราอยู่ ไม่เห็นใจเรา แล้วตอนนั้นนั่งพับเพียบไม่ค่อยได้ด้วยความที่เราไม่เคยนั่งอย่างนี้จึงทำ ให้เจ็บปวดอย่างแรงที่สุด จึงอยากเปลี่ยนท่านั่ง

"พิจารณาในอารมณ์ แล้วทราบความทุกข์กับชีวิตของเราได้ ที่กุฏิครั้งแรกกุฏิที่อยู่วัดหนองป่าพงพระไทยสมัยนั้นก็ไม่สูงเท่าไร นิยมสร้างเตี้ยๆ และไม่มีพระฝรั่ง เราต้องก้มตัวลง ยืนตรงไม่ค่อยได้ เวลาเข้าประตูก็ต้องก้ม เสร็จแล้วก็เกิดอารมณ์รังเกียจกุฏิหลังนั้น บ้างก็อยากได้กุฏิสูงกว่านี้ แล้วไปหาหลวงพ่อบอกว่ากุฏิมันเตี้ยเกินไป อยู่ยาก มันโดนศีรษะ มันอันตราย และเรารู้สึกไม่สบายใจ อยากอยู่กุฏิอื่น

"หลวง พ่อไม่ให้เรา พอพิจารณาแล้วว่ากุฏิพอที่จะกันแดดกันฝนได้ กุฏิเตี้ยนั้นพออยู่ได้ก็ดีแล้ว ถ้าพิจารณาโดยปัญญาอย่างนี้ก็พอใช้ได้ ถ้าพิจารณาแบบคนอเมริกัน ตามวัฒนธรรมของคนอเมริกาว่าเตี้ยเกินไป เล็กเกินไป ไม่เหมาะไม่ชอบกุฏิหลังนี้ก็จะมีความทุกข์อยู่ ถ้าเราพิจารณาด้วยปัญญา ก็จะพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่

"เรื่องอาหารก็เหมือนกัน หลวงพ่อท่านชอบทรมานลูกศิษย์ เรื่องอาหารญาติโยมก็นำมาถวาย แล้วหลวงพ่อก็ให้เทใส่กะละมังใหญ่ เป็นปลา เป็นไก่ เป็นหมู ทุกอย่าง แล้วก็ผสมกัน จะมีข้าวเหนียวมีอาหารอีสาน มีรสแปลกๆ ที่เราไม่เคยชิม เราก็เลยเกิดอารมณ์รังเกียจอาหารด้วย มันไม่อร่อยมันไม่คุ้นเคย แล้วก็มีของหวานที่โยมนำมาถวายผสมกันหมดเลย มันทำให้การทานอาหารลำบาก แล้วก็มีความทุกข์เกิดขึ้น

"ความจริงพระพุทธเจ้าสร้างวินัยให้พระ รับอะไรก็ได้ ไม่ใช่แต่สิ่งที่ชอบหรือเป็นอาหารของเศรษฐีที่เอร็ดอร่อย แต่ให้คิดว่าอาหารที่ให้ทานมานั้นเป็นอาหารที่บริสุทธิ์ ให้พิจารณาอย่างนี้ และอาหารที่มีอยู่ในบาตรนั้นก็ดีแล้ว พอที่จะรักษาสุขภาพร่างกายให้ดีด้วย

"เรื่อง อาหารของอเมริกาเปรียบเทียบกับอาหารที่มีอยู่ในวัดหนองป่าพงนั้น เราก็คิดว่าอาหารของอเมริกาดีกว่าอร่อยกว่า อาหารที่วัดหนองป่าพงก็แย่ ไม่อร่อยเลย นั่นก็เป็นความคิดความเห็นที่เกิดขึ้น ทำให้เรามีความทุกข์ พิจารณาด้วยปัญญาเราก็จะเห็น และปล่อยความคิดแบบนี้ได้ เราก็จะสามารถฉันอาหารได้ ด้วยสติด้วยปัญญา

"เมื่อ 26 ปีมาแล้ว ตอนนั้นโยมได้นิมนต์ไปอยู่ประเทศอังกฤษ แล้วเราก็อยู่จนเคยแล้ว อยู่วัดป่าพง วัดป่านานาชาติมากว่า 10 พรรษาแล้ว แล้วก็เปลี่ยนแปลงร่างกายใจให้เข้ากับพระไทยในสมัยนั้น ตอนนั้นที่ไปอยู่อังกฤษกับหลวงพ่อเราก็สงสัยว่าเราจะรักษาวินัยได้ไหม ในอังกฤษไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องของพระพุทธศาสนา แล้วเราจะอยู่ในลอนดอนอย่างไรถ้าไม่มีเงินจะใช้ แล้วคนอังกฤษจะเข้าใจอย่างไร เป็นคนแปลก ศีรษะอย่างนี้ (จับศีรษะ) มีจีวรอย่างนี้ เดินวิบากในกรุงลอนดอน จะเข้าใจความประสงค์ของเราอย่างไร เราก็สงสัยอย่างนี้

"แล้วเราก็ถามหลวงพ่อว่า หลวงพ่อถ้าไม่มีใครจะใส่บาตร ไม่มีใครจะถวายปัจจัย 4 เราจะอยู่ได้อย่างไร อาจารย์ก็ตอบอย่างดีว่า คนตะวันตกไม่มีเมตตา เราก็ว่ามีเมตตาเหมือนกัน และอาจารย์บอกว่าเราต้องอยู่ได้ เพราะชาวพุทธมีอยู่ทั่วโลก และชาวพุทธเป็นคนดี เราต้องอาศัยความดี ท่านก็อยากให้เราพิจารณาในความเป็นมนุษย์ว่าเป็นอย่างไร

"ในประเทศ อังกฤษ อเมริกาคนใจดีก็มีมาก คนมีเมตตาก็มี ท่านก็อบรมเราอย่างนี้ หลวงพ่อชาก็เก่งนะทั้งที่ท่านไม่เคยไปอเมริกา ไม่รู้ว่าอังกฤษเป็นอย่างไร อยู่เมืองไทยตลอด แต่ท่านก็รู้ในเรื่องของสัตว์มนุษย์เราว่าเป็นอย่างไร เราก็ไปอยู่อังกฤษ 26 ปี ก็ดีเหมือนกัน ไม่อดอาหาร ที่อยู่อาศัย ผ้าจีวรก็สมบูรณ์ดี เราไปอยู่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องอาหาร เรื่องสิ่งจำเป็น..."

เส้นทางชีวิตที่เปลี่ยนแปลง การค้นหาครั้งสำคัญ

อเมริกันนาวิกโยธินหนุ่มเมื่อราวครึ่ง ศตวรรษก่อนเดินทางท่องโลกเพราะภารกิจของกองทัพ ได้คิดได้ค้น ได้พบกับศาสนาของโลกตะวันออก และได้กำหนดเส้นทางชีวิตใหม่ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กลายมาเป็น พระสุเมธาจารย์ ที่ฝรั่งไทยเคารพศรัทธา

เมื่อ 50 ปีมาแล้ว ท่านเป็นทหารเรืออเมริกันสมัยสงครามเกาหลี ได้ไปประเทศญี่ปุ่น มีความสนใจในศาสนาพุทธ แต่หนังสือที่เป็นภาษาอังกฤษยังมีน้อยหายากเดินทางไปๆ มาๆ ญี่ปุ่น ซานฟรานซิสโกอยู่ 2 ปี

ออกจากกองทัพแล้วก็กลับไปเรียนปริญญาตรีที่ อเมริกา จบปริญญาตรีสาขา ประวัติศาสตร์ของประเทศจีน เพื่อศึกษารากลึกของทวีปเอเชีย

จากนั้นเรียนต่อที่แคลิฟอร์เนีย 2 ปี ได้ปริญญาโท ประวัติศาสตร์ของอินเดีย

"เมื่อจบปริญญาโทแล้วก็ยัง มีความสนใจมากที่อยากปฏิบัติ แสวงหาอาจารย์ที่จะสอนเรื่องของจิตใจ เพื่อจะปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัส ในประเทศอเมริกายังไม่พบอาจารย์สักคน เมื่อได้ปริญญาโทแล้วก็ได้สมัครเป็นอาสาสมัครสมัยนั้น เพื่อจะไปสอนภาษาอังกฤษที่ประเทศมาเลเซีย ไปอยู่ที่นั่น 2 ปี ก็มีโอกาสมาเมืองไทย...

"มาเที่ยวครั้งแรกก็ได้ข่าวว่ามีอาจารย์ดี หลายองค์ที่กรุงเทพฯ ที่จะสอนวิปัสสนากรรมฐาน ไปหาท่านเจ้าคุณที่วัดมหาธาตุ ปี 2509 เราเป็นอาสาสมัครเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ สอนที่ธรรมศาสตร์ด้วย ตอนไปก็ข้ามถนนไป จากฝั่งวัดมหาธาตุ (หัวเราะ) ตอนเช้าจะนั่งสมาธิ เดินจงกลม ทำอย่างนั้นอยู่ประมาณ 6 เดือน ก็มีความสนใจมากขึ้นทำให้เราอยากบวช

"ในปีนั้นก็บวชที่วัดหนองคาย เป็นสามเณร ฝึกกรรมฐานที่นั่นหนึ่งปี อยู่แต่ในห้อง อยู่ในกุฏิ มีระเบียบเคร่งครัดไม่ให้ออกจากกุฏิ ไม่ให้คลุกคลีกับใคร ต้องอยู่และปฏิบัติก็ได้ผลในการปฏิบัติ

"ตอนแรกก็มีความสงสัยว่า ปฏิบัติอย่างนี้แล้วจะได้ผลอย่างไร จนกระทั่งขอให้บวชเป็นพระท่านเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดหนองคายก็ส่งไปอยู่ที่ วัดหนองป่าพง ให้ปฏิบัติและศึกษาอยู่กับหลวงพ่อชาที่จังหวัดอุบลฯ 10 ปี ที่หนองป่าพง จากนั้นหลวงพ่อชาก็ส่งไปอยู่ตามสาขาต่างๆ อย่างที่อำเภออำนาจเจริญ ตั้งวัดนานาชาติ จากนั้นมีผู้นิมนต์ไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษ จากวันนั้นถึงวันนี้ 26 พรรษา

บทสัมภาษณ์

ก่อนที่หลวงพ่อจะมาศรัทธาในพระพุทธศาสนา คงเคยนับถือคริสต์มาก่อน ตรงไหนที่ทำให้เลื่อมใสพระพุทธศาสนา

พ่อแม่เราเป็นคริสต์ เรานับถือศาสนาแต่ไม่เอาจริงเอาจังด้วย อาตมาก็มีศรัทธาตั้งแต่เป็นเด็ก ก็ไม่ค่อยสงสัย บาทหลวง หรือพ่อแม่พูดอย่างไร ก็ไม่ค่อยสงสัย แต่พอตอนวัยรุ่นอายุ 15-16 ปี จึงเกิดความสงสัย มักจะถาม อยากจะรู้พระเจ้าเป็นอย่างไร มีหรือไม่มี แล้วมีประโยชน์อะไรที่จะทำอย่างนี้ต่อไป

แล้วก็มาสมัครเป็นทหารเรือ ออกจากบ้านไปอยู่ห่างไกลจากพ่อแม่ ไปหาความสุขสนุกทางโลก ไม่เคยคิดเรื่องของพระพุทธศาสนาเลย จนกระทั่งได้พบพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น แล้วก็อ่านหนังสือ ศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านบอกว่าอย่าไปเชื่อ ต้องทดลอง ต้องค้นคว้า ต้องเห็นเอง นี่ก็เป็นจุดที่ทำให้เราศรัทธา

หลัง จากนั้นอายุ 21 ปี เราก็มีศรัทธามั่นคง ศาสนานี้ก็ถูกใจเรามันมีทั้งปฏิบัติ มีทั้งพิสูจน์ได้ เห็นความจริงในใจเรา และเราไม่จำเป็นต้องเชื่อในสิ่งที่เราพิสูจน์ไม่ได้

ตอนที่ไปเป็นทหารมีเพื่อนที่นับถือพุทธศาสนาอยู่แล้ว หรือเปล่า

สมัยนั้นไม่มีใครนับถือพุทธศาสนาเลย เพราะเมื่อ 50 ปีก่อน คนอเมริกันที่เป็นรุ่นเดียวกันส่วนมากก็ไม่เคยมีใครสนใจศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ หรือศาสนาอะไรก็ไม่สนใจ เบื่อแล้ว และก็ตอนนั้นยังเป็นหนุ่มอยู่ด้วย คิดกันว่าศาสนาเป็นเรื่องสมัยโบราณ เป็นคนล้าสมัย ส่วนมากจะเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งสูงสุดแล้ว

แต่ เราก็สงสัยหลายอย่างในวิทยาศาสตร์ด้วย (หัวเราะ) วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ลึกซึ้ง พอสงสัยว่าจิตใจของเราเป็นอย่างไร เรื่องวิทยาศาสตร์ของตะวันตกส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องภายนอก

เหตุผลที่คนตะวันตกให้ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

ส่วนมากชาวตะวันตกให้ความสนใจในด้านการปฏิบัติ เพราะเราหาในวัฒนธรรมในศาสนาของเราไม่เจอ แต่เดี๋ยวนี้โลกมันคับแคบแล้ว เอเชียกับยุโรปก็ไม่ห่างไกลกันเท่าไรนัก

เมื่อ 50 ปีมาแล้ว เราสังเกตดูความคิดของชาวต่างประเทศกำลังจะเปลี่ยนไปบ้าง ศรัทธาในวิทยาศาสตร์มันกำลังจะเสื่อม ศรัทธาในพุทธศาสนาก็จะเสื่อมด้วย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 วัฒนธรรมญี่ปุ่นกับวัฒนธรรมอเมริกามีการแลกเปลี่ยนกันมาก สิ่งที่เราได้รับจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นคือพุทธศาสนา

ส่วนมากเรามีความ คิดสองอย่าง ดีชั่ว ถูกผิด เท่านั้นที่จะพิจารณาได้ และพระพุทธเจ้าสอนให้ใช้สติสัมปชัญญะที่จะเห็นสัจธรรม และทางวัฒนธรรมของเราในศาสนาคริสต์ไม่มีใครพูดถึง

สติสัมปชัญญะด้วย นั่นเป็นเรื่องเชื่อถือ เรื่องเหตุผล เรื่องอุดมคติ ทำให้เรามีความยึดมั่นถือมั่นในอุดมคติสูง และที่จะเข้าใจการเป็นมนุษย์จริง ซึ่งไม่มีใครรู้ นี่ก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องรู้การเป็นมนุษย์เป็นอย่างไร คบคิดว่าการเป็นมนุษย์ต้องรู้ตัวเอง ต้องรู้โลภ โกรธ หลงเป็นอย่างไร ว่ามันเกิดที่ไหนดับที่ไหน

พุทธองค์ บอกให้เราเห็นผลของการทำความดีว่าจะได้ผลอย่างนี้ ถ้าทำไม่ดีก็ได้ผลอย่างนี้ เราจะเปรียบเทียบกับอะไร ถ้าเราจะเพิ่มความสุขควรทำอย่างไร ถ้าเราอยากเพิ่มความทุกข์ควรทำอย่างไร แล้วก็เห็นทางพ้นทุกข์ด้วยสติสัมปชัญญะ เป็นหลักธรรมที่เราไม่เห็นในวัฒนธรรมและศาสนาทางตะวันตก

สังคมทางตะวันตกมีความเจริญทางเทคโนโลยีสูง จำเป็นขนาดไหนที่พวกเขาต้องหาที่พึ่งทางจิตใจ

ก็มีการ ปฏิบัติก็เป็นศาสนาคริสต์ อิสลาม ยิว ศาสนาสามอย่างนี้มันเป็นศาสนาที่นับถือพระเจ้า และก็เป็นศาสนาที่เรามีเรื่องพระเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าก็มีคำสอนเริ่มต้นที่อริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สิ่งที่เราเห็นได้ในปัจจุบันคือความทุกข์ เราจะเห็นความทุกข์ของเราได้นี่ต้องเชื่อโดยการพิสูจน์ และเราก็จะสามารถเห็นนิพพานได้

นี่ก็เป็นที่มาของคริสต์กับพุทธซึ่ง ตรงกันข้าม คริสต์เริ่มต้นที่พระเจ้า จุดเริ่มต้นของพุทธศาสนาก็พระพุทธเจ้ามองเห็นความทุกข์ของมนุษย์ นี่เป็นวิธีที่จะพิจารณาในสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วก็จะเห็นพระเจ้าได้

ถ้าคิดแบบคริสต์ก็เห็นทางพ้นทุกข์ได้ เราก็คิดว่าการปฏิบัติเกิดจากการเชื่อถือพระเจ้า แล้วก็ถ้ามีศรัทธาและเชื่อถือในคำสอนของพระเจ้าก็จะมีคนดีเหมือนกัน มันก็แล้วแต่บุคคลเป็นอย่างไร

แม่ของอาตมาเป็นชาวคริสต์ ไม่สงสัยเรื่องศาสนา แม่สงสัยไม่ได้เลย และก็ได้ผลดีด้วย (หัวเราะ) แต่ท่านก็สามารถแก้ปัญญาได้ด้วยความศรัทธาในพระเจ้า แม่ก็เป็นคนอย่างนั้น แต่ลูกชายก็เป็นคนตรงกันข้ามเป็นชาวพุทธ (หัวเราะ)

สังคมของคนตะวันตกเป็นคนขี้สงสัย ช่างซักถาม แล้วยากไหมที่เราจะไปเผยแพร่ให้เขาเข้าใจ

ก็ไม่ยากเท่าไร ก็มีคนสนใจมากในการปฏิบัติในทางพุทธศาสนา ปัจจุบันชาวตะวันกำลังสนใจวัตถุนิยมกันมาก ตอนนี้คนกำลังดูจิตพิจารณาตัวเองเป็นอย่างไร นี่ก็เป็นสิ่งที่ชาวต่างประเทศกำลังทำอยู่ที่อเมริกา ซึ่งมีประโยชน์มาก แล้วก็เราอยู่อังกฤษ 26 ปีแล้ว เราก็สังเกตเห็นคนที่สนใจมากขึ้น คนที่ปฏิบัติแล้วได้ผลที่จะเห็นทางก็มีมากขึ้น

คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็ทำให้เราทึ่ง คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนที่จะพิจารณาให้เราเห็นจิตใจ ความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจที่จะปล่อยวางไม่ให้เกิดความสงสัยได้ เมื่อมีความสงบแล้วก็จะเห็นถึงความสงบในจิตใจของเราอย่างแท้จริง และจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย ซึ่งสังคมในตะวันตกความสงบไม่ค่อยมี (หัวเราะ) เขาก็อยากได้สันติภาพมาเป็นความสงบ

มีจำนวนมากไหมที่ตัดสินใจบวช

ก็ไม่มากเท่าไร แต่ก็มี พระแม่ชีอยู่ตะวันตกก็ไม่เหมือนกับอยู่ในเมืองไทย อยู่เมืองไทยตามวัฒนธรรม บวชเป็นพระแล้วคนจะเคารพ (หัวเราะ) อยู่เป็นพระในเมืองนอกคนอังกฤษก็เยาะเย้ย จะดูว่าเป็นคนแปลกๆ ที่จะห่มผ้าอย่างนี้ โกนหัวอย่างนี้ (หัวเราะ) ต้องเป็นคนที่มีศรัทธาจริงๆ จึงจะบวชได้

หลวงพ่อมีวิธีการเผยแพร่ ศาสนาอย่างไรในโลกตะวันตก

ในประเทศอังกฤษ ก็มีสมาคมพุทธที่ลอนดอน ตั้งมาเป็น 80 ปี แล้ว ก็จะมีวัดของเรา แต่วัดที่ประเทศนอกจะไม่ได้อยู่ในเมือง แต่จะมีอยู่ในหมู่บ้านทั่วประเทศ และที่อังกฤษมีวัดอมราวดีเป็นวัดใหญ่ ให้คนที่สนใจมาฝึกกรรมฐานที่นั้นได้ และทุกวันเสาร์จะมีคนที่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติมาปฏิบัติ อย่างพวกข้าราชการ คนที่ทำงานประจำ และมีความเลื่อมใสมาให้ความสนใจ และเราก็จัดทำเอกสารส่งไปยังผู้ที่ให้ความสนใจ ก็จะมีคนไทย คนเขมร คนลาว คนศรีลังกาที่อยู่ลอนดอน มาฝึกปฏิบัติที่วัดของเรา ในวันพระและวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมีคนไทยมาทำบุญที่วัด แต่คนฝรั่งก็มาทำบุญเป็นบางคน เพราะยังไม่เห็นประโยชน์ในเรื่องของการฝึกสมาธิ

คนไทยกับคนตะวันตกมีแนวความคิดเรื่องต่างๆ แตกต่างกัน อย่างไร รวมทั้งเรื่องของพระพุทธศาสนา


ชาวไทยก็จะมีวัฒนธรรม มีพระพุทธศาสนา มีพระสงฆ์ ทำให้มีปัญญาอยู่ในวัฒนธรรมเอง เดี๋ยวนี้ก็เห็นว่าคนไทยอยากจะเรียนศึกษาแบบวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น (หัวเราะ) บางทีก็ไม่เห็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมของตนเองบ้าง แต่ในที่สุดแล้วก็ได้พบคนไทยที่อยู่เมืองนอก เห็นอยู่เมืองนอกหลายปี เห็นความคิดว่าตะวันตกดีกว่า

ทุกวันนี้คนไทยที่สนใจที่จะฝึกสมาธิมี มากขึ้น เมื่อ 30 ปีมาแล้ว หลวงพ่อชาก็เห็นว่าคนไทยมีแต่ทำบุญเท่านั้น ไม่ค่อยปฏิบัติ แต่ทุกวันนี้เราอยู่กรุงเทพฯจะมีคนไทยมาหาทุกวัน

ถ้า ตะวันตกแล้วเราไม่เห็นปัญญาที่เกิดจากการเข้าใจพระธรรม ส่วนมากวัฒนธรรมของเรามันจะต่าง คือมีความคิดเรื่องการเมืองสูง อยากเป็นประชาธิปไตย อยากได้เสรีภาพมันเป็นสิ่งสูงสุดที่อยู่ในความคิดของคนเหล่านั้นได้ การยึดถืออุดมคติสูงก็พอมีบ้าง แต่ไม่ดีเท่าไร มันทำให้เราดูหมิ่นตัวเอง ไม่ค่อยมีความมั่นคงในใจ ศรัทธาไม่ค่อยมีเท่าไร มีแต่อารมณ์สงสัยมีอารมณ์ทิฐิ ทำให้มีอารมณ์สับสน วุ่นวายมากขึ้น

มีหลักการสนทนาธรรมอย่างไรไม่ให้น่าเบื่อ

สิ่ง ที่ไม่น่าเบื่อคือต้องเตือนตัวเอง ถ้าเบื่อก็เตือนว่าเบื่อหน่ายเป็นอย่างไร ก็มีสติที่ให้เรามีศรัทธาและก็มีความพากเพียรในการปฏิบัติและก็พิจารณาว่าใน ปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร เราต้องรู้ในร่างกายมีจิตใจในปัจจุบัน นี่เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ อย่าไปรังเกียจ ก็ต้องรู้ว่ามันเป็นอย่างนี้ และก็มีลมหายใจในปัจจุบันนี้ ความเจ็บปวดในปัจจุบัน

ให้เราพิจารณา ปัจจุบัน เพื่อจะมีอารมณ์เป็นอย่างไร มีความสุขในปัจจุบัน หรือมีความทุกข์ในปัจจุบัน และก็เห็นอย่างนี้แล้วก็สามารถเห็นสิ่งที่ผ่านมาตลอดทั้งชีวิตได้ ทำอะไรเราก็จะไม่รู้สึกเบื่อ

หลวงพ่อพูด ภาษาไทยได้อย่างไร

เคยอยู่กับพระไทยมาหลายปี ที่พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นเพื่อที่จะบังคับให้พูดภาษาไทย ภาษาอีสาน ตอนแรกก็อยู่กรุงเทพฯ แล้วก็พูดไทยไม่เป็นเพราะเราก็อยู่กับฝรั่งและคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษ เราขี้เกียจเรียนภาษาไทย แต่เมื่อไปอยู่อีสานอยู่วัดป่าที่นั่น พระที่นั่นพูดอังกฤษไม่ได้เลย เราต้องบังคับตัวเองเพราะอยากจะฟังคำสอนของพระพุทธเจ้ามากนี่ก็เป็นทริกที่ บังคับเราให้เรียนภาษา

ปัจจุบันสภาพ สังคมของประเทศไทยกำลังเฟื้องฟู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ รวมถึงการพนันที่กำลังถูกผลักดันให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย หลวงพ่อเห็นว่าอย่างไร

(หัวเราะ) การพนันนี้มันเป็นอันตราย และก็พระพุทธเจ้าก็คงจะไม่สรรเสริญไม่แนะนำให้เราทำ แต่เรื่องศีลห้าก็เป็นหลักฐานในการกระทำของเราด้วย ให้เราพิจารณาในศีลซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะช่วยตัวเองได้ ช่วยให้สังคมมีความเจริญในทางที่ดีต่อไป

ทุกวันนี้ก็มีปัญหาเกิด ขึ้นมากในเมืองไทย วัยรุ่นก็มีการติดยาจำนวนมาก กินเหล้า จนกระทั่งสติปัญญาไม่ค่อยเห็น จนกลายเป็นโทษต่อไปจนกลายเป็นปัญหาของตัวเองและสังคมด้วย แต่ถ้าคนไทยมีความคิดที่ดี มีความเป็นมนุษย์ที่ดีซึ่งมีอยู่แล้วในวัฒนธรรม ไม่จำเป็นต้องไปหาในเมืองนอก และพุทธศาสนาก็มีอาจารย์หลายรูป หลายองค์ หลายคน ที่จะอบรมสอน คนในสังคมให้ดี แต่ให้ระวัง (หัวเราะ) ในสิ่งที่กำลังจะเห็น สิ่งที่กำลังจะเจริญขึ้นด้วย คือเรื่องการพนันที่กำลังจะเป็นสิ่งถูกกฎหมาย อาตมาก็สงสัยเรื่องนี้มาก มันคงจะสร้างปัญหาอีกมาก และเป็นปัญหาในสังคมแน่

วัยรุ่นของไทยที่ไปอาศัยอยู่ทางตะวันตกให้ความสนใจใน พระพุทธศาสนามากแค่ไหน

ไม่ค่อยมี เพราะวัยรุ่นไม่ค่อยสนใจ จะมีบ้าง เป็นบางคน

มีคำแนะนำใด ที่ทำให้วัยรุ่นพัฒนาจิตใจของตนเองโดยการหันมาสนใจในพระพุทธศาสนา

ต้อง เอาใจใส่วัยรุ่น เราต้องยอมรับ และต้องเข้าใจว่าวัยนี้เป็นอย่างไร เพื่อจะรู้จิตใจเป็นอย่างไร ให้เรารู้แล้วก็ยอมรับวัยรุ่นเป็นอย่างนี้ ก็จะเกิดศรัทธากับเราได้ ถ้าเราพูดแบบพ่อแม่ แบบผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้วัยรุ่นไม่อยากฟังแล้ว ถ้าพูดแบบอาจารย์สอนลูกศิษย์วัยรุ่นก็ไม่อยากฟังแล้ว

ถ้าเราฟังความ เห็นความประสงค์ของวัยรุ่น ถ้าเราไม่ได้พิจารณาไม่ได้สนใจ ความคิดของเขา ความศรัทธาก็คงจะไม่เกิดขึ้น เราไม่ต้องไปบอกว่าต้องเชื่ออย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้ เราไม่ต้องไปบอกอย่างนี้ เราจะแนะนำเราต้องรู้ว่าเขาสงสัยอะไร โกรธอะไร แนะนำให้เขาพิจารณาตัวเอง เสมือนเราเป็นเพื่อนของเขา เราสนใจเขา มันจะเป็นประโยชน์มาก เพราะวัยรุ่นทางตะวันตกนี้แยกออกจากผู้ใหญ่มาก ไม่อยากเกี่ยวข้อง วัยรุ่นชอบสนทนากับวัยรุ่นเท่านั้น ไม่อยากฟังผู้ใหญ่ ส่วนมากผู้ใหญ่ก็จะพูดบอกต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ทำให้เขาไม่อยากฟัง

ปีเก่ากำลังจะผ่านไป ขอให้หลวงพ่อให้ข้อคิดกับคนที่ท้อแท้ผิดหวังในชีวิต เพื่อให้เขาลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

สิ่งที่ผิดหวังในชีวิตก็ เพราะเขาไม่เคยพิจารณาว่าชีวิตของเขาเป็นอย่างไร ส่วนมากก็แข่งขันกันในสังคม ได้สิ่งที่อยากได้ บางทีก็แข่งขันไม่เก่งจึงไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ผิดหวังฆ่าตัวตาย แสดงว่าเขายังไม่เห็นตัวเอง ผิดหวังไม่สมหวังทางโลกชีวิตของเราไม่มีประโยชน์แล้วฆ่าตัวตาย ถ้าเรามีความเห็นแก่ตัวเกินไปจะทำให้ผิดหวังในชีวิต คิดว่าชีวิตของเราไม่มีประโยชน์ ไม่มีคนที่เรารัก ไม่มีจุดหมายปลายทางที่เป็นประโยชน์ เราไม่ได้ในสิ่งที่เราอยากได้ทำให้เราฆ่าตัวตาย

อยากให้หลวงพ่อให้สติข้อคิดกับผู้อ่านในช่วงปีใหม่นี้ ด้วย

ขอให้ปีใหม่นี้พิจารณาว่าชีวิตของเราเป็นอย่างไร ต้องถามตัวเอง มีประโยชน์อย่างไร เกิดมาทำไม ถามตัวเองในสิ่งเหล่านี้ ก็ชีวิตมนุษย์มันสั้นไป ถ้าเราคิดเรื่องความตายด้วยเราก็จะเห็นชีวิตของเราก็มีประโยชน์ พ้นจากความทุกข์เห็นทางอมตธรรม

เราก็แบบเดียวกันกับพระพุทธเจ้าเรา เกิดมา แล้วเราก็ตายไป แต่ระหว่างวันเกิดกับวันตาย ก็ยังมีวันตรัสรู้ที่เห็นธรรมได้ ในปีใหม่เราจะใช้ปีนี้เพื่อมีศรัทธามาเคลือบและการรับผิดชอบในพระพุทธรรมของ เราในสังคม และก็ต้องรู้ตนเองรู้จิตของตนเอง ด้วยสติปัญญา


ที่ มา : http://www.dharma-gateway.com/

1 ความคิดเห็น:

อารายเหรอ