วันพุธที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2553

"ธรรมโมโลยี" ฉบับ อาจารย์ ว.วชิรเมธี

"ธรรมโมโลยี" ฉบับ อาจารย์ ว.วชิรเมธี

“มีกิ๊ก (ก็) มีกรรม”

“กฏแห่งกรรมทำงานไม่มีวันหยุด”

“คนต้องสำราญ งานต้องสำเร็จ”

“แค่ปล่อย ก็ลอยตัว”

“เขตชุมชน โปรดลดความเลว”


นี่เป็นตัวอย่างธรรมะฉบับ “เอสเอ็มเอส” ของพระนักคิด นักวิชาการ

อย่างพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ภายใต้ชื่อบริการ “ธรรมะ Mobile”


"อาตมาเห็นว่า การเผยแพร่ธรรมะไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่กำแพงวัดแคบๆ เพราะปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป ก็ต้องตามให้ทัน ใช้ช่องทางเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ อาตมาเรียกว่า ธรรมโมโลยี คือ ธรรมะบวกเทคโนโลยี พระใช้เทคโนโลยีไม่ผิด แต่ต้องใช้ในทางที่ถูกที่ควร ใช้เฉพาะเพื่อเผยแผ่ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น”



เข้าถึง ธรรมะผ่านมือถือ


คำกล่าวของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ที่ล่าสุดได้จับธรรมะแทรกซึมเข้าไปยังอุปกรณ์ไฮเทคขวัญใจวัยรุ่น วัยทำงาน ด้วยหวังว่า “รสพระธรรม” คำสั่งสอนจากพระพุทธเจ้า จะซึมเข้าไปในจิตใจของคนได้มากยิ่งขึ้น

“หากถามอาตมาว่า “ธรรมะ โมบาย” คืออะไร ธรรมะโมบาย ก็คือ รูปแบบใหม่แห่งนวัตกรรมการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้า ที่ไม่เคยล้ายุค ตกสมัย แต่ยังคงความสดใสใหม่ และอินเทรนด์อยู่เสมอ”

ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ใช้มือถือในการรับข่าวสาร เช็คอีเมล์ นัดหมาย หรือแม้แต่ดูโทรทัศน์รายการต่างๆ ได้ผ่านมือถือ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นการรับกิเลสเข้ามาทั้งนั้น จะดีไม่ใช่น้อยหากมือถือที่เราใช้อยู่มีเอสเอ็มเอสธรรมะสักวันละ 3 ข้อความ

“ถือเป็นวิธี การร่วมยุคร่วมสมัยในการส่งธรรมะไปถึงมือคนรุ่นใหม่ เราอยู่ในยุคเทคโนโลยี ก็ต้องใช้เทคโนโลยีให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ธรรมะไม่ควรอยู่แค่ในวัด ไม่ใช่แค่การให้สินให้พรเวลาคนเข้าทำบุญที่วัด เพราะหากคิดว่าธรรมะต้องอยู่แต่ในวัด อีกไม่นานพระจะกลายเป็นแค่คนทำพิธี ปลุกไสยเวทย์ หรือมีแค่บทบาททางพิธีกรรมเท่านั้น”

สำหรับรูปแบบบริการธรรมะผ่านมือถือจะเป็นการส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) วันละ 3 เวลา ได้แก่ ตอนเช้าจะเป็นบริการ "ธรรมะรับอรุณ" ช่วงกลางวัน เป็นบริการ "ธรรมะทันกาล" และช่วงค่ำ บริการ "ธรรมะหลับสบาย" โดยแต่ละช่วงจะมีเพียงธรรมะสั้นๆ 1 ข้อความเท่านั้น

“ถือเป็นสื่อ ในการลดทุกข์ สร้างสุข และเสริมรอยยิ้มแห่งสัมมาทิฐิ (ความคิดเห็นที่ถูกที่ตรง) ให้เกิดขึ้น และเบ่งบานในจิตใจของคนไทยทุกคนได้อย่างไร้ขีดจำกัด อาตมาเป็นคนคิดธรรมะเอสเอ็มเอสเองทั้งหมด ซึ่งก็เอามาจากพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้าทั้งสิ้น”

ท่าน บอกว่า ธรรมะบนมือถือ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้าเผยแผ่ผ่านช่องทางเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอนาคตหากเกิดเทคโนโลยีใหม่อย่าง 3จี ก็จะต่อยอดไปสู่บริการดังกล่าวด้วยเช่นกัน โดยจะพัฒนาเป็นวีดีโอ คลิป ธรรมะสั้นๆ เป็นต้น

ธรรมะบนมือถือ เป็นการเผยแผ่ธรรมะในเชิงรุก แทนที่จะรอให้คนเข้าวัดเพื่อมาหาธรรมะ ก็ใช้วิธีโยนธรรมะเข้าไปในสังคม ให้สังคมได้ฉุกคิด ได้ใช้สติ พระต้องออกเดินทางเผยแผ่คำสอน ใช้ทุกช่องทางที่คนสามารถเข้าถึงได้ ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด



พระใช้ไอที ดูที่เจตนา

“พระใช้มือถือไม่ผิด เพราะถือเป็นเครื่องมือสื่อสาร ปัจจุบันพระกว่า 80% ก็ใช้มือถือในการรับกิจ นิมนต์ต่างๆ เท่านั้น แต่หากพระรูปนั้นใช้มือถือไปในทางที่ผิด ก็ถือว่าผิดวินัย หรือถ้าพระใช้คอมพิวเตอร์ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางในการเผยแพร่ธรรมะ มีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปสู่คน ก็ถือว่าไม่ผิดเช่นกัน ต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก”

โดยหากจะผิดวินัยสงฆ์ ก็ต่อเมื่อพระรูปนั้นใช้เทคโนโลยีด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ หลอกลวง มีผลประโยชน์แอบแฝง ไม่ได้เจตนาที่จะใช้เป็นช่องทางเพื่อเผยแผ่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

“พระเดินซื้อคอมพิวเตอร์ผิดไหม พระควรเป็นผู้ใช้ที่ดี ไม่ควรไปเป็นผู้ประกอบเครื่อง ไม่ต้องไปเดินเลือกซอฟต์แวร์ เพราะที่แบบนี้อาตมาถือว่าเป็นที่อโคจร พระไม่ควรไปเดิน หากต้องการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องเผยแผ่ธรรมะ ก็ใช้ให้ลูกศิษย์ไปซื้อก็ได้ อาตมาไม่เคยไปเดินซื้อ ก็ยังใช้เทคโนโลยีเพื่อมาเป็นเครื่องมือเผยแผ่ธรรมะได้”



สู่ยุคธรรมะ มาร์เก็ตติ้ง


เมื่อถามว่า วันนี้พระยุคปัจจุบันหันมาดำเนินกิจเป็น ”พุทธพาณิชย์” มากขึ้น ถือเป็นรอยด่างของพุทธศาสนา หรือไม่?

ท่าน ว.วชิรเมธี บอกว่า พุทธพาณิชย์จะผิด ก็ต่อเมื่อมีเจตนาที่ไม่สุจริต ทำเพื่อเป็นประโยชน์ของปัจเจกบุคคล

“สำหรับสิ่งที่อาตมาทำอยู่นี้ อาตมาเรียกว่าธรรมะ มาร์เก็ตติ้ง หรือ สัมมา มาร์เก็ตติ้ง คือ การประยุกต์กลไกตลาดเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ธรรมะ อาตมามีเจตนาที่บริสุทธิ์ มีวิธีการที่ชอบธรรม และรายได้ทั้งหมดที่ได้ อาตมาก็นำไปสร้างวัดป่าชานเมือง ที่จะเป็นสถานที่เผยแผ่พุทธศาสนาเชิงรุกแบบครบวงจร เป็นรีสอร์ททางจิต วิญญาณ ที่มีความสงบ ร่มเย็น”

สำหรับ โครงการสร้างวัดป่าชานเมือง ถือเป็นโครงการของสถาบันวิมุตตยาลัย นำโดย ท่าน ว.วชิรเมธี ที่ต้องการหาสถานที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ สร้างเป็นศูนย์เผยแพร่พุทธศาสนา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเลือกสถานที่

“รูปแบบของวัดป่าชานเมืองจะเป็นการบูรณาการผสมผสานระหว่างวัดบ้าน ที่เน้นภารกิจหลักด้านการศึกษา การเผยแผ่ การผลิตสื่อการสอนธรรมะ ห้องสมุดธรรมะ และวัดป่า ที่เน้นความร่มรื่นด้วยพฤกษชาตินานาพันธุ์ สายน้ำ ฟังธรรมในโบสถ์ธรรมชาติอิงรูปแบบของสวนโมกขพลาราม และสถานที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อความเป็นอุทยานธรรมะ สวนธรรมที่ร่มรื่น และรีสอร์ททางจิตวิญญาณของคนร่วมสมัย (Spiritual Resort)”

และเพราะด้วยเหตุที่ธรรม คือ ปัจจัยที่ 5 ในการดำเนินชีวิต แต่ทุกวันนี้ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ล้วนขาดธรรมะ จึงเป็นเหตุให้เกิดปัญหาสารพัดสารพันในสังคมที่ไม่อาจแก้ไขได้โดยง่าย แต่เพียงแค่เราให้โอกาสตัวเองด้วยการหันหน้าเข้ามาหาธรรม ปัญหาทุกอย่างก็จะสามารถคลี่คลาย และสว่างไสวไปด้วยแสงแห่งทางออก

“สิ่งต่างๆ ที่อาตมาได้ทำลงไป อาตมาขอยกความดีงามทั้งหมดให้กับคำสั่งสอนขององค์พระสัมมา สัมพุทธเจ้า อาตมาขอเป็นแค่เพียงพรีเซนเตอร์ธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้นพอ”


http://www.tlcthai.com/webboard/view_topic.php?table_id=1&cate_id=4&post_id=30820


2 ความคิดเห็น:

อารายเหรอ