วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

สับปะรดที่กินได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก



“สัปปะรด พันธุ์เพชรบุรี" เบรคนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปชิมสัปปะรดสายพันธุ์ใหม่ ที่แกะตากินได้เหมือนน้อยหน่า โดยไม่ต้องปอกเปลือกนะคะ เมื่อสองปีก่อนเราได้ยินข่าวเกี่ยวกับสัปปะรดสายพันธุ์นี้อยู่บ้าง สัปปะรดพันธุ์เพชรบุรี แต่คนเพชรบุรีส่วนใหญ่กลับไม่รู้จัก ซึ่งมีหน่อจำหน่ายให้มาปลูกกินเองเท่านั้น คือสามารถจะพอหากินได้ แต่ต้องเข้าไปในพื้นที่ และทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามีขายที่จุดใดบ้าง









ราคาลูกละ 100.-บาท มีมาขายให้เห็นไม่มาก ถึงขนาดต้องแย่งกันซื้อนะคะดูเหมือนว่าสัปปะรดพันธุ์เพชรบุรีมีราคาสูง แต่แม่ค้าผลไม้หลายรายบอกว่าไม่แพงนะคะ เพราะสัปปะรดทั่วไปลูกใหญ่ประมาณ 1 กก. ก้อตกราคาใบละ 70-80 บาทแล้ว




สัปปะรด พันธุ์เพชรบุรีมีต้นตระกูลอยู่ที่ใต้หวัน ภายใต้สายพันธุ์เดิมชื่อ "Tainan 41" ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรีได้นำจุกของมันมามาทำการเพาะเลี้ยงเนื้อ เยื่อเพื่อให้เพิ่มปริมาณ ผลการวิจัยพบว่ามีการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีกว่าสายพันธุ์เดิม ล่าสุดศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาพันธุ์สับปะรดพันธุ์นี้ หรือที่เรียกกันว่าสับปะรดไต้หวัน จนได้สับปะรดที่สามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องมานั่งปอกเปลือกเหมือน เช่นสับปะรดทั่วไป จากนั้นมีการเสนอคณะกรรมการวิจัยและพัฒนากรมวิชาการเกษตรพิจารณารับรอง พันธุ์ และคณะกรรมการได้มีมติรับรองเป็นพันธุ์แนะนำในวันที่ 18 มีนาคม 2541 ระยะเวลาประมาณ 10 ปี ในการวิจัยและพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์สับปะรดไต้หวัน จึงเป็นที่มาของ “สับปะรดพันธุ์เพชรบุรี” ไปในที่สุด





สัปปะรดสายพันธุ์ใหม่ “สายพันธุ์เพชรบุรี” นั้น มีไฮไลท์เด่นคือไม่ต้องปอกเปลือก สามารถแกะผลหรือที่เรียกว่าตากินได้เป็นชิ้น ๆ เหมือนน้อยหน่าหรือขนุน รสดชาดดีอย่างเหลือเชื่อ หวานหอมสีสวย มีปริมาณกรดต่ำ ทำให้ทานแล้วไม่กัดปากหรือกัดปากน้อยกว่าพันธุ์อื่น ๆ กำลังเป็นที่สนใจนักชิมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจำนวนมาก แต่ขณะนี้ผลผลิตยังมีไม่มาก จึงไม่สามารถหารับประทานได้ง่ายเหมือนผลไม้ชนิดอื่น และยังไม่มีวางขายทั่วไปบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำในกรุงเทพฯ อาจจะได้ชิมก้อต่อเมื่อมีการจัดงานพิเศษเกี่ยวกับพืชผลทางด้านเกษตรต่าง ๆ เท่านั้น เริ่มแรกทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เพชรบุรี ได้ทำการแจกหน่อพันธุ์ให้กับเกษตรกรเพื่อนำไปปลูก แต่เกษตรไม่อยากที่จะต้องการหาตลาดขายสัปปะรดสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะเป็นสัปปะรดในกลุ่มทานสด เหล่าบรรดาเกษตรกรจึงไม่สนใจนัก เพราะไม่ต้องการหาตลาดใหม่ เนื่องจากเดิมทีเกษตรกรปลูกสัปปะรดสายพันธุ์ปัตตาเวีย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกส่งโรงงานอยู่แล้ว แต่ยังมีเกษตรกรบางรายที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของสัปปะรดสายพันธุื์์ใหม่นี้ จึงมีการนำไปปลูกและขยานพันธุ์ต่อ แต่ก้อมีจำนวนน้อยมาก มีวางขายอยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น แหล่งปลูกที่มีมากและคุณภาพชั้นเยี่ยมอยู่ที่ อ.หัวหิน (ไร่ของคุณรุ่งเรือง) รายนี้มีรายนี้มีวางจำหน่ายบริเวณด้านข้างวังไกลกังวน (เสาร์-อาทิตย์) ราคาไม่แพง รสชาดดี ตรงตามลักษณะพันธุ์ สับปะรดพันธุ์เพชรบุรีมีอายุมานานนับ 10 ปี แต่เพิ่งมาดังมากเมื่อสื่อนำมาเสนอทางทีวีในช่วงที่หน่วยงานจัดงาน 36 ปีของกรมวิชาการเกษตร :เครดิตข้อมูลเพิ่มเติม คุณข้าวเหนียวหมูปิ้ง:






หน้าตาของสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี เหมือนสับปะรดทั่วไป ขนาดใหญ่สุดโดยประมาณอยู่ที่ 1 กก. ดีไซน์สับประรดเพชรบุรีจะเป็นทรงเจดีย์ คือโป่งตรงก้น ส่วนด้านหัวจะมีขนาดลีบลงไปเรื่อย ๆ ลักษณะของตาค่อนข้างใหญ่และโปน ทำให้ดึงออกมารับประทานทีละตาได้สะดวก เนื้อมีสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมแรง ส่วนหัวจะมีรสหวานอมเปรี้ยว แต่บริเวณก้นจะออกหวาน กรณีที่แก่จัดหรือที่ตามีสีเหลืองจะหวานมากทีเดียวนะคะ








มือใหม่หัดแกะค่อนข้างลำบากนิดหนึ่ง เราจะเจาะนำร่องเพื่อให้ได้พื้นที่โล่ง ๆ กันก่อน จากนั้นจึงทยอยฉีกทีละตามารับประทาน ลูกแรกเราทำการเจาะตรงกลางลูกเลย แต่ลูกนี้เรานำมาตัดจุกออกไปก่อน ซึ่งจะทำให้ปาดไปโดนตาสับปะรดติดไปด้วย ดังนั้นตาที่โดนตัดแล้วเหลือไม่เต็มตาเราเลาะออกไปด้วยมีดทีละตาให้เหลือตา เต็ม ๆ เท่านั้น จากนั้นจึงค่อยเลาะเด็ดตาเต็ม ๆ ที่เหลือมารับประทานทีละตา ตาที่อยู่ส่วนหัวนี้จะมีขนาดเล็กกว่าตาที่อยู่ส่วนล่าง ประกอบกับยังมีสีเขียวอยู่ จึงแกะยากกันนิดหนึ่ง ตาที่อยู่ช่วงบน ๆ เล่นเอาเจ็บมือเหมือนกัน แต่ประสบการณ์จะบอกเองว่าควรจะแกะอย่างไรให้มันง่ายขึ้นนะคะ อาจต้องใช้มีดเลาะแกนออกไปนิดหน่อยเพื่อนำร่อง เมื่อแกะไปเรื่อย ๆ จนลงด้านล่างรู้สึกว่าจะแกะได้ง่ายขึ้น อาจเป็นเพราะตาใหญ่ขึ้นหรือด้านล่างจะสุกมากกว่าด้านหัวนะคะ




ถ้าที่เปลือกมีสีส้มหรือออกเหลืองแบบว่าสุกมากนิดหนึ่งจะมีรสหวานจัดหรือ หวานมาก ๆ ส่วนหัวจะมีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย กลิ่นหอมแรงตามคำโฆษณาไว้เลย แต่เวลาเลาะออกทีละตาไปเรื่อย ๆ ปริมาณน้ำจะฉ่ำตามขึ้นมาตามลำดับ ต้องคอยเทน้ำทิ้งอยู่บ่อย ๆ ไม่งั้นจะพาลไหลหยดย้อยเลอะเทอะหมดนะคะ ท่านเจ้าคุณอาของเราบ่นว่าผ่ามากินเหมือนสัปปะรดทั่วไปก้อหมดเรื่อง ไม่ต้องมาแกะทีละตา มือก้อไม่ต้องเลอะอยู่ตลอดเวลาด้วย ซึ่งพวกเราเห็นว่าการกินสัปปะรดพันธุ์เพชรบุรีที่จะให้ได้อรรถรสสูง ควรแกะทานทีละตา ไม่งั้นเสียสายพันธุ์หมดนะคะ ความจริงแล้วจะว่าแกะยากก้อไม่เชิง จะว่าแกะง่ายไม่ใช่ แต่การแกะตาน้อยหน่าหรือแกะขนุนง่ายกว่าแยะมาก คือต้องมีความพยายามและมีเทคนิคกันนิดหนึ่ง ลูกแรกอาจจะแกะตาลำบากนิดหนึ่งนะคะ





ปกติเราไม่ชอบทานสับปะรด แต่ก้อชอบที่จะกินแกนสับปะรดมาก ซึ่งแกนสับปะรดทั่วไปมักจะมีรสจืด ยิ่งตรงกลางสุด ๆ จะจืดสนิทเลย แต่แกนสับปะรดพันธุ์เพชรบุรีสุดยอดมาก เมื่อแกะตาวน ๆ ไปทีละชั้นจะเหลือแกนโผล่อยู่ตรงกลาง พอแกนโผล่หน่อยจะแย่งกันตัดแกนเพื่อนำไปรับประทานกันอยู่ตลอดเวลา จากนั้นมาไล่แกะตากันต่อ เราใช้วิธีแกะออกทีละตาแล้วเรียงใส่จานไว้ให้ผู้ใหญ่หรือแขกได้กินง่ายขี้น ยิ่งถ้ามีไม้จิ้มฟันเสียงแทงไว้ในทุกตาที่แกะไว้ จะทำให้คนชิมไม่ต้องหยิบแล้วเลอะมือเลย ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับคนรอบข้างกินได้ง่ายขึ้นอีกวิธีหนึ่งนะคะ






สำหรับหน่อที่นำมาปลูกนั้น ปัจจุบันดูเหมือนว่ามีสุขภาพที่ดีพอสมควร แต่เนื่องจากช่วงนี้ที่บ้านอยู่ในระหว่างการปรับปรุงพื้นที่สีเขียว จะมาอัพเดทภาพให้ดูในภายหลังนะคะ เพื่อนสมาชิกท่านใดสนใจสัปปะรดพันธุ์เพชรบุรี สามารถติดต่อหรือขอรายละเอียดได้โดยตรงที่เจ้าของผลงาน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ติดถนนบายพาสชะอำ-ปราณบุรี ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี โทร. 032-594-067-8







http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=spicy&month=12-05-2010&group=31&gblog=1

1 ความคิดเห็น:

อารายเหรอ