หนังไทยที่คนรุ่นหลังหมดโอกาสได้ดู (ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2)
oknation
เช้ามืดวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 (วันที่ 7 ธันวาคม ตามเวลาในฮาวาย)
ญี่ปุ่นเปิดแนวรบในเอเชียตะวันออก โจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ในฮาวาย
ซึ่งเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในมหาสมุทรแปซิฟิก รวมทั้งเกาะฮ่องกงของอังกฤษ
เกาะฟิลิปปินส์ของสหรัฐอเมริกา และเมืองโกตาบารูในแหลมมลายู โดยมิได้ประกาศสงครามล่วงหน้า
ก่อน หน้าการโจมตีที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ไม่กี่ชั่วโมง คืนวันที่ 7 ธันวาคม ขณะที่ในกรุงเทพฯ
มีงานฉลองรัฐธรรมนูญ สถานีวิทยุบีบีซี รายงานว่ามีความเคลื่อนไหวของขบวนเรือญี่ปุ่นในอ่าวไทย
ทำให้เกิดข่าวลือว่าญี่ปุ่นจะบุกไทย ค่ำวันนั้นเอกอัครราชทูตอังกฤษได้เข้าพบ ศ.ดร.ดิเรก ชัยนาม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทูตรายงานว่าเครื่องบินตรวจการณ์ของอังกฤษ
เห็นกองเรือรบญี่ปุ่นเดินทางมาจาก แหลมญวนและกำลังอยู่ในอ่าวไทย ไม่นานหลังจากนั้น
ญี่ปุ่นได้ส่งเอกอัครราชทูตเข้ามาขอพบนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. พิบูลสงคราม
เพื่อเจรจาขอเดินทัพผ่านประเทศไทย โดยประสงค์จะเดินทางข้ามไปยังพม่าและมลายู
ซึ่งเป็นดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ แต่ขณะนั้นนายกรัฐมนตรีไปต่างจังหวัด
ขณะที่รัฐบาลไทยยังไม่ทันได้โต้ตอบ ใด ๆ กองทัพญี่ปุ่นก็ไม่รอช้า บุกเข้าสู่แผ่นดินไทย
เมื่อเวลา 2.00 น. จากชายแดนด้านทิศตะวันออก พร้อมกับส่งกองกำลังในอ่าวไทย
ยกพลขึ้นบกตามแนวชายฝั่งทะเลเข้าสู่พื้นที่จังหวัดปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช
สุราษฎร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และสมุทรปราการ
โดยมีทหาร ตำรวจ ยุวชนทหาร ลูกเสือ และอาสาสมัครต่าง ๆ ต่อสู้ทัดทานการรุกรานในครั้งนี้ของญี่ปุ่น

รัฐบาล ไทยพิจารณาเห็นว่าไทยมิอาจต้านทานกองกำลังญี่ปุ่นได้
ประกอบกับการที่ญี่ปุ่นสัญญาว่าจะเคารพเอกราช อธิปไตย และเกียรติภูมิของไทย รัฐบาลจึงมีคำสั่ง
หยุดยิงและยุติการสู้รบเมื่อเวลา 7.30 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484
โดยตกลงยินยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่าน (แต่การสู้รบในภาคใต้ยังดำเนิน
อยู่จนถึงบ่ายโมง กว่าที่คำสั่งหยุดยิงจะไปถึง) จอมพล ป.พิบูลสงคราม
ตัดสินใจร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม
เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองดินแดนส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รัฐบาลไทยจึงตัดสินใจ
ลงนามทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ความร่วมมือกับญี่ปุ่นในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาที่ญี่ปุ่นจะยกดินแดน
ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ซึ่งเคยตกเป็นของอังกฤษคืนให้แก่ไทย
และนำไปสู่การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2485
ทำให้ไทยถูกดึงเข้าสู่สงครามในครั้งนี้ เมื่อเกิดสงคราม การสร้างภาพยนตร์ก็หยุดชะงักลง
เพราะสมัยก่อน บริษัทผู้ผลิตฟิล์ม มักจะเป็นฝ่ายพันธมิตร ซึ่งคนละฝ่ายกับญี่ปุ่น ทำให้ฟิล์มขาดแคลน
โรงก็ขาดแคลนหนังที่จะฉาย จึงมีการนำภาพยนตร์เรื่องเก่าๆ ออกมาพากษ์ฉายใหม่
โดยทีมพากษ์ที่มีชื่อเสียง ขณะนั้นคือ ทิดเขียว / คณะปัญญาพล
มีการเล่นสลับฉากด้วย ตลกเรื่องสั้นๆ แบบฉากเดียวจบ ที่มีชื่อเสียงคือ คณะลูกไทย ของ
จอก ดอกจันทร์ ( ไม่แน่ใจว่าเรียกว่า ตลกหน้าม่านรึเปล่า ) ช่วยนั้นละครเวทีจึงกลับมามีบทบาทอีกครั้ง
ในความบันเทิงของคนกรุงขณะนั้น เกิดคณะละครใหญ่ๆ ขึ้นมากมาย
เช่น คณะนิยมไทย , คณะเทพศิลป์ , คณะละครวิจิตรเกษม
ซึ่งมักจะเล่นเนื้อหาออกไปทางชาตินิยม
กองภาพยนตร์อากาศได้สร้าง ภาพยนตร์ เรื่อง บ้านไร่-นาเรา 2485
เนื่องจาก จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีความประสงค์จะยกฐานะชาวนาให้ทัดเทียมอาชีพอื่นๆ

เป็นหนัง 35 มม. ขาว-ดำ
นำแสดง โดย พันเอกทวี จุลละทรัพย์ - อารี ปิ่นแสง
แต่งเรื่อง โดย กาญจนาคพันธ์
กำกับการแสดง โดย เนรมิตร
ถ่ายภาพโดย ม.ร.ว.อนุศักดิ์ หัสดินทร์
ทำนองดนตรี โดย พระเจนดุริยางศ์
คำร้องโดย ขุนวิจิตรมาตรา
หนังออกฉาย และประสบความสำเร็จอย่างสูง
และในปีเดียวกันนั้นเอง เกิดน้ำท่วมใหญ่ จอมพล ป. จึงให้สร้างภาพยนตร์
"น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง 2485 "มาปลอบขวัญ นำแสดงโดย จำรัส สุวคนธ์ - น.ส.นรา นภาพันธ์
และเป็นภาพยนตร์ เรื่องสุดท้ายของศรีกรุง
หนังเรื่องต่อมาของ “สงครามเขตหลัง” เป็นหนัง Sound on Film
และเมื่อปี 2486 ก็เกิดการขาดแคลนฟิล์ม ทางฝ่ายทหารจึงขอซื้อฟิล์มจากญี่ปุ่น และตกลงจะสร้าง
“ นักบินกลางคืน “ ซึ่งเป็นเรื่องราว ของฝูงบินสกัดของไทยที่คุ้มกันน่านฟ้ากรุงเทพ และธนบุรี
แม้เครื่องบินจะเป็นเครื่องบินรบเล็ก มีปืนกลแค่กระบอกเดียวก็ตาม แต่ บี 29 เห็นก็ต้องบินหนี
( เครื่องบินรบ ฝ่าย อังกฤษ ฝรั่งเศส และอเมริกา)
น่า เสียดายที่ฟิล์มต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้เสียหายไปทั้งหมด ( บ้านไร่นาเรา,สงครามเขตหลัง , นักบินกลางคืน รวมถึง พระเจ้าช้างเผือก ด้วย ) เนื่องจากโรงเก็บฟิล์มภาพยนตร์ ในโรงถ่ายภาพยนตร์ทหารอากาศ ทุ่งมหาเมฆ ถูกระเบิดไฟไหม้ไปทั้งหมด ทำให้ชนรุ่นหลังไม่มีโอกาสได้ชมกัน ยกเว้นพระเจ้าช้างเผือก ที่ยังคงมีสำเนาต้นฉบับหลงเหลืออยู่ที่หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน กรุงวอชิงตัน (เคยเขียนเรื่องพระเจ้าช้างเผือกไว้แล้วครับ ลองไปอ่านดูได้http://www.oknation.net/blog/moviehall/2007/07/05/entry-1)
เรื่องนี้เลยแทบไม่มี ภาพมาให้ชมกัน เลยขอควบ ภาพยนตร์
ที่กล่าวถึงเรื่องราวช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในไทยเลย
เรื่องแรก ยุวชนทหาร..เปิดเทอมไปรบ
สร้าง จากเรื่องจริงช่วงที่ กองทัพญี่ปุ่นที่ยกพล ขึ้นบก ที่ภาคใต้ของไทยด้วยกำลังพลนับพัน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 มีหลักฐานการต่อต้านและต่อ สู้ที่ดุเดือดของชาวไทยทั่วทุก แห่งหนทั้งที่ สุราษฏร์ธานี อ่าว ประจวบ คีรีขันธ์ ชุมพร สงขลา ฯลฯ กว่าที่รัฐบาลจะตกลงให้ญี่ปุ่น ผ่านได้ก็มีผู้เสียเลือด เสียเนื้อเพื่อชาติเป็นจำนวนมาก แต่ที่ยังคงเป็นที่รำลึกถึงวีรกรรม ในครั้งนั้นคือ ที่ชุมพร เพราะที่นั่นเป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กวัยรุ่นไทย ในเครื่อง แบบยุวชนทหารกับกองทัพ อันเกีรยงไกรของสมเด็จจักรพรรดิ์แห่ง ญี่ปุ่น ความเสียหายของกองทัพญี่ปุ่นในช่วง เวลาเช้ามิดถึงเที่ยงของ วันที่ 8 ธันวาคม 2484 กินเวลาเพียง 5 ชั่วโมง เท่านั้น แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดจากเด็กวัยรุ่นอายุระหว่าง 14-18 ปีที่เป็น ยุวทหารของไทย ซึ่งมีเพียงประมาณ 30 คน และทหารตำรวจ อีกไม่เกิน 100 คน ได้ร่วมกันต่อสู้อย่างกล้าหาญและสามารถต้าน ทานการรุกของกองทัพญี่ปุ่นที่มีจำนวนมากกว่า หลายเท่า เอาไว้ได้จนญี่ปุ่นไม่อาจรุกคืบหน้าไปได้ จนกระทั่งทางกรุงเทพฯ แจ้งอนุมัติให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านได้
ภาพร้อยเอกถวิล ตัวจริง | พ.ศ. 2484 เด็กนักเรียนโรงเรียนศรียาภัยจับกลุ่มกัน 8 คน ทั้งหมดเป็นเด็กหนุ่มในวัยที่เต็มความฝันและจินตนาการ แต่แล้วสงคราทำให้เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ต่างพร้อมใจ กันอาสาสมัครที่จะไปตายเพื่อชาติ เมื่อร้อยเอกถวิล สิบเอกสำราญ และกลุ่มลูกน้อง เดินทางมาจังหวัดชุมพรเพื่อคัดเลือกและฝึกยุวชนทหาร เพื่อเสริมกำลังพลทหารที่ไม่ เพียงพอหากเกิดสงครามขึ้น ทั้ง 8 คนตัดสินใจลงสมัครพร้อมเพื่อนๆ ในชั้นเรียน ทั้งรักและกล้า ในขณะที่ยุวชน ทหารฝึกทหารกัน มารุตกับประยุทธก็เกิดไปชอบพอสาวคนเดียวกันคือ "ชิงชง (เทย่า โรเจอร์) ทำให้ทั้งคู่ยิ่งชิงดีชิงเด่นกันตลอดเวลาทั้งเรื่องเรียน การฝึกทหาร และความรัก จนทำให้ทั้งคู่แตกคอกัน ในที่สุดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ชุมพร ยุวชนทหารทั้งหมดต่างกอดคอกันออกไปรบเพื่อป้องกันประเทศ การต่อสู้เพื่อต่อต้างการรุกรานของญี่ปุ่น ภายใต้การบัญชาการของร้อยเอกถวิล โดยมีกำลังพลเป็นยุวชนทหาร แม้อาวุธจะมีไม่เพียงพอทุกคนก็ต่อ สู้จนเต็มกำลังเพื่อผืนแผ่นดินไทย มารุต ประยุทธ แม้จะชิงดีชิงเด่นกันมาตลอดแต่ในเวลานี้ทั้งหมดต่อ สู้กันอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ พร้อมเพื่อนๆ ยุวชนทหาร วีรกรรมที่สะพานท่านางสังข์ จังหวัดชุมพร ปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันนักศึกษาวิชาทหาร ซึ่งที่อนุสาวรีย์ยุวชนทหาร เชิงสะพานท่านางสังข์ จังหวัดชุมพรนั้น จะมีพิธีวางพวงมาลาและการสวนสนามของนักศึกษาวิชาทหาร ในทุกวันที่ 8 ธันวาคม ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วย
|

หนังเรื่องนี้ สร้างโดยบริษัท แกรมมี่ฟิล์ม พ.ศ.2543
ผู้กำกับ ยุทธนา มุกดาสนิท
บทภาพยนตร์ วาณิช- ยุทธนา
นักแสดง รุ่งเรือง อนัตยะ, วรยศ พานิชไตรภพ, เทย่า โรเจอร์


นอกจากนี้ยังมีวีรกรรมของกลุ่มคนไทยในช่วงสงคราม ที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ คือเรื่องขโมยธนบัตรไทยจากกองทัพญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นจริงที่สถานีท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการกู้ชาติหรือไม่ – ไม่มีใครยืนยันได้ !
ธนบัตร ที่หายไปในขณะนั้นประมาณ 2 แสนฉบับ ตามประวัติศาสตร์บันทึกว่าธนบัตรไทยที่ญี่ปุ่นพิมพ์ขึ้นเพื่อนำมาใช้ใน ประเทศไทยหายไป 2 ครั้ง ครั้งแรกระหว่างขนส่งทางเครื่องบิน เครื่องขัดข้องที่ไหหลำ ทำให้ธนบัตรไหม้ไฟไปหมด อีกครั้งก็ถูกถีบลงจากรถไฟที่สถานีท่าฉางนี่แหละ
ธนบัตร ที่หายไปรุ่นหลังนี้ ภายหลังมีคนไทยนำไปใช้ โดยปลอมลายมือนายเล้ง ศรีสมวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยนั้นลงไปในธนบัตร จึงรู้จักกันในนาม....
“ธนบัตรไทยถีบ” หรือ“ธนบัตรเล้ง ท่าฉาง”
ภาพยนตร์ พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ 2518 กำกับโดย สักกะ จารุจินดา
นำ แสดงโดยดาราชั้นนำในยุคนั้น คือ สมบัติ เมทะนี, อรัญญา นามวงศ์, ไพโรจน์ ใจสิงห์,
สายัณห์ จันทรวิบูลย์, ดวงดาว จารุจินดา, สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์ และ ฯลฯ
เล่าเรื่องของขบวนการของคนไทยที่คอยฉวยโอกาสหลบขึ้นรถไฟขน สินค้า เพื่อขโมยยุทธสัมภาระของกองทัพญี่ปุ่นที่เข้ามายึดครองประเทศไทย ด้วยการถีบหีบสินค้าทั้งหลายลงจากตู้รถเมื่อถึงจุดนัดหมาย และเมื่อมีข่าวว่ากองทัพญี่ปุ่นกำลังลำเลียงธนบัตรไทยมูลค่า 100 ล้านบาทที่พิมพ์ในมลายูเพื่อเอามาใช้ในประเทศไทย หน่วยย่อยของขบวนการเสรีไทยซึ่งได้รับมอบหมายให้ขัดขวางและทำลายการขนส่ง สินค้าครั้งนี้ จึงติดต่อขบวนการไทยถีบให้มาร่วมในภารกิจสำคัญช่วยเศรษฐกิจของชาติในการนี้ ด้วย
บัณฑิต ฤทธิ์ถกลนำโครงเรื่องที่เกิดขึ้นจริงที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมาผูกเป็นภาพยนตร์เรื่อง “สตางค์”
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา คงจะพอจำกันได้ คราวนี้ไม่มีความหมายในเชิงวีรบุรุษกู้ชาติเหมือน
“พยัคฆ์ร้ายไทยถีบ” ที่สร้างขึ้นในยุค





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
อารายเหรอ